ควำมหมำยของสัญญำสำเร็จรูป (Standard form Contract) มีดงั น้ี
บทที่ 2
สัญญาส าเร็จรูป แนวคด
และทฤษฎท
่ีเกย
วข้อง
ผวู
ิจย
ไดท
▇ ▇▇▇▇▇▇▇
เรื่อง “ขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรมในสัญญำส ำเร็จรูป : กรณีศึกษำสัญญำ ค้ำ
ประกน
ของสถำบน
กำรเงิน” น้ี ไดว
ิเครำะห์ในเชิงเน้ือหำบทบญ
ญติขอ
กฎหมำยเกี่ยวกบ
สัญญำ ค้ำ
ประกันที่มีล ษณะเป็ นสัญญำส ำเร็จรูปท่ีเอื้อประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมให้แก่สถำบน
กำรเงินที่อยู่ในฐำนะ▇▇▇▇ หน้ีในกำรเรียกชำ ระหน้ีจำกผูค
้ำ ประกน
ในทำงปฏิบต
ิ โดยมุ่งเน้นศึกษำ
บทบญ
ญติขอ
กฎหมำยที่เกี่ยวกบ
ลกษณะสัญญำส ำเร็จรูป สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรมของสัญญำค้ำ ประกน
พ.ร.บ.ว่ำดว
ยขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรม พ.ศ.2540 พ.ร.บ.คุม
ครองผูบ
ริโภค พ.ศ.2522 ประกำศของ
ธ▇▇▇▇รแห่งประเทศไทยว่ำดว้ ยกำรประกอบธุรกิจของสถำบนกำรเงิน และกฎกระทรวงต่ำง ๆ ท่ี
เกี่ยวขอ
งกบ
กำรวิจย
ชิ้นน้
และฎีกำ เรื่องร้องเรียน คำ ร้อง และกำร▇▇ ▇▇▇▇คดีต่ำง ๆ ท้งั จำกกรณีพิพำท
ท่ีเกิดจำกสถำบน
ทำงกำรเงิน หรือส ำน
งำนทนำยควำมต่ำง ๆ ที่มีผลตำมกฎหมำยใน▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇
เก่ียวขอ
งกบ
ผลแห่งสัญญำ ตลอดจนแนวคิดและทฤษฎี วรรณกรรม และงำนวิจย
ท่ีเกี่ยวขอ
ง เพื่อให
สอดคล้องสัมพน
ธ์และเชื่อมโยงกบ
ตว▇▇▇▇▇▇กำ หนดข้ึนในกรอบ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇รวิจย
จึงกำ หนด
เน้ือหำสำระท่ีจะศึกษำดงั ต่อไปน้ี 1. สัญญำสำเร็จรูป
1.1 ลกษณะ เงื่อนไข และขอ
กฎหมำยของสัญญำสำเร็จรูป
1.2 กำรสร้ำงเงื่อนไขไม่เป็ นธรรมในสัญญำ
1.3 กำรบงคบใชกฎหมำยและอำยควำม
2. พ.ร.บ.และขอกฎหมำยท่ีเกี่ยวของ
2.1 พ.ร.บ.วำ่ ดว
ยขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรม พ.ศ. 2540
2.2 พ.ร.บ.คุมครองผบรโภคิ พ.ศ.2522
3. แนวคิดและหลกกำรทำสัญญำสำเร็จรูป
3.1 แนวคิดเรื่องหลก▇▇▇▇ภำพในกำรทำสัญญำ
3.2 แนวคิดเร่ืองควำมศก
3.3 แนวคิดเร่ืองควำมศก
▇▇▇▇▇▇▇▇ของสัญญำ ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇รแสดงเจตนำ
3.4 แนวคิดเรื่องสัญ▇▇▇▇▇เป็ นธรรม
4. งำนวจยั และวรรณกรรมที่เกี่ยวของ
1. สัญญาส าเร็จรูป
1.1 ลก
ษณะ เงื่อนไข และข้อกฎหมายของสัญญาส าเร็จรูป
- ควำมหมำยของสัญญำสำเร็จรูป (Standard form Contract) มีดงั น้ี
“สัญญาส าเร็จรูป” มีลกษณะเป็ นสัญญำมำตรฐำน (Standard Contract) คือเป็ น แบบ
พิมพ์ (Printed Form) ร่ำงสัญญำไวข้ ้ึนล่วงหนำ
ซ่ึงเป็ นกำรรวมสัญญำมำตรฐำ▇▇▇▇▇▇▇▇รใชกน
โดยทว ๆ
ไป ขอ
สัญญำใช้กบ
ทุกคนท่ีเก่ียวขอ
ในธุรกรรมน้ัน ๆ และขอ
สัญญำส่วนใหญ่ไม่ตอ
งเจรจำกน มี
เพียงแต่ขอ
สัญญำบำงขอ
ที่เปิ ดโอกำสให้▇▇▇▇รเจรจำกน
▇▇▇▇ จำ นวน คุณภำพ และรำ▇▇▇▇▇ค้ำหรือ
บริกำร ขอ
สัญญำนอกเหนือจำกน้ีจะถูกกำ หนดไวล
่วงหน้ำโดยผูข
ำย▇▇▇▇▇▇ หรือบริกำร จะไม่เปิ ด
โอกำสให้▇▇▇▇รเจรจำขอ
สัญญำแมแ
ต่ขอ
เดียว (อำ้ งใน Sinoi Deotch, Unfair Contracts : The Doctrine
of Unconscionability, (Massachnusetts : D.C. Heath an Company, 1977, p.1-2)
“สัญญาส าเร็จรูป” หมำยควำมว่ำ สัญ▇▇▇▇▇ทำ เป็ นลำยลก
ษณ์อก
ษรโดย▇▇▇▇รกำ
หนด
ขอสัญ▇▇▇▇▇เป็ นสำระส ำคญ
ไวล
่วงหนำ
ไม่วำ่ จะทำ ในรูปแบบใด ซ่ึงคู่สัญญำฝ่ ำยหน่ึงฝ่ ำยใดนำ มำใช
ในกำร▇▇▇▇▇▇▇▇▇กำรของตน
“สัญญาส าเร็จรูป” หรือ “สัญญำจำยอม” (Adhesive Contract) คือ ส
▇▇▇▇▇คู่สญั ญำฝ่ ำยที่
มีอำ นำจในทำงเศรษฐกิจท่ีเหนือกวำ่ กำ หนดในขอ
สัญญำในลก
ษณะ▇▇▇▇▇▇เปรียบหรือไม่เป็ นธรรมต่อ
คู่สัญญำอีกฝ่ ำยหน่ึง และคู่สัญญำอีกฝ่ ำยหน่ึงก็มีเพียง▇▇▇▇ภำพที่จะเลือกว่ำจะทำ สัญญำหรือไม่ทำ
สัญญำ ถำ้ ทำ สัญ▇▇▇▇ตอ
งทำ ตำมเน้ือหำท่ีถูกกำ หนดไวล
่วงหน
มีลก
ษณะมด
มือชก ท้งั น้ี ให้ศำลใช
ดุลพินิจปรับลดขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรมใหม
ีผลเพียง▇▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรม
นอกจำกน้น
ยงั มี พ.ร.บ.วำ่ ดว
ยขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรม พ.ศ.2540 มำตรำ 3 ไดใ้ ห้ควำมหมำย
ไวด
งั น้ีวำ
“สัญญำสำเร็จรูป” หมำยควำมวำ่ สัญ▇▇▇▇▇เป็ นลำยลก
ษณ์อก
ษรโดย▇▇▇▇รกำ หนดขอ
สัญ▇▇▇▇▇
เป็ นสำระส ำคญ
ไวล
่วงหน้ำ ไม่ว่ำจะทำ ในรูปแบบใด ซ่ึงคู่สัญญำฝ่ ำยหน่ึงฝ่ ำยใดน ำมำใช้ในกำร
▇▇▇▇▇▇▇▇▇กำรของตน
สุรศักด์
วาจาสิท▇▇▇ ▇▇▇อธิบำยถึงสัญญำส ำเร็จรูปไวว
่ำสัญ▇▇▇▇▇พิมพ์ข้อควำมส่วนใหญ่ไว
เรียบร้อยแลว
โดยมีเน้ือควำมส่วนใหญ่เหมือนกน
หมด คู่สัญญำเพียง▇▇▇▇▇เติมรำยละเอียดเล็กน้อยใน
กำรทำ สัญญำแต่ละคร้ัง ก็จะทำ ให้สัญญำดง
กล่ำวมี▇▇▇▇▇▇▇▇▇ (สุรศก
ด์ วำจำสิทธ์ิ. มีนำคม 2528 :
หนำ
20)
David Yate อธิบำยสัญญำส ำเร็จรู ปว่ำมีเน้ือหำในสัญ▇▇▇▇▇ถูกก ำหนดโดยองค์กรธุรกิจ
(Business Firm) เพื่อใช้กบ
ทุกสัญญำ▇▇▇▇▇▇▇▇คำ้ หรือบริกำรเหมือน▇▇
▇▇▇▇▇▇▇▇ หรือผูบ
ริโภคทุกคน
โดยไม่ตอ
งพิจำร▇▇▇▇▇ส
ยำแต่ละรำย (▇▇▇▇▇ ▇▇▇▇. Exclusion Clause in Contracts. p. 1-2)
จี๊ด ▇▇▇▇▇▇▇▇▇ อธิบำยวำ ภำคี โดยคู่กรณีฝ่ ำยหน่ึงไดร้ ่ำงตวั
Addbesion Contract เป็ นสัญ▇▇▇▇▇คู่กรณีอีกฝ่ ำยหน่ึงขอเขำ้ ร่วมเป็ น สัญญำวำงรำยละเอียดไวเ้ รียบร้อย เม่ือคู่กรณีอีกฝ่ ำยหน่ึงปรำรถนำ
จะทำ สัญ▇▇▇▇แสดงเจตนำเขำ้ ร่วมเป็ นภำคีโดยไม่มีโอกำสเจรจำอภิปรำย ดง
น้น
คู่กรณีอีกฝ่ ำยหน่ึงที่
ร่ำงสัญ▇▇▇▇▇มีฐำนะไดเ้ ปรียบ เพรำะเป็ นผ▇▇▇ ▇▇งสัญญำและก็จะร่ำงอยำ่ งที่ตน▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇น▇▇▇▇▇สุด ส่วน
คู่กรณี▇▇▇▇▇▇▇ ร่วมเป็ นภำคีน้นไม่มีโอกำสอภิปรำย อยใู่ นฐำนะท่ีจะทำ ได้ 2 อยำ่ งคือ จะเขำ้ ร่วมหรือ▇▇
▇▇▇▇ ร่วมในสัญ▇▇▇▇▇▇น้น
(จี๊ด ▇▇▇▇▇▇▇▇▇. 2522, หนำ
271-272)
นอกจำกน้ี ยงั มีนกั กฎหมำย▇▇▇▇▇เศสได้ให้คำ อธิบำยลกษณะของสัญญำส ำเร็จรูปไว▇▇ ▇▇▇▇เติม
ประกอบดวย (Planiol and Ripert. Traite Pratiguc de droit civil francais, Vol. 6 (2nd ed. ▇▇▇▇ ▇▇▇▇▇▇, 1952)
136-137. Cited by ▇▇▇▇ ▇▇▇▇▇▇. “The Contract of Adhesion : A Comparison of Theory and Practice.” The American Journal of Comparative Law 20 (1972). p.54)
1. แบบส ำเร็จรูปของสัญญำ มีลกษณะเป็ นคำ เสนออยู่ตลอดเวลำ และเป็ นคำ เสนอที่ทำ ให้แก่
บุคคลทวไป
2. ผ▇▇▇ ▇▇งสัญญำอยใู่ นฐำนะผกขำด หรอ▇▇▇ อำ นำจทำงเศรษฐกิจท่ีเหนอกื วำ่ ผเู้ ขำ้ ทำ สัญญำ
3. ▇▇▇▇▇หรือบริกำรน้น
เป็ ▇▇▇▇ตอ
งกำรของคนทวไป
4. แบบส ำเร็จรูปของสัญญำน้น เขำใจดวยตนเอง
สร้ำงควำมลำ บำกแก่ผู▇
▇▇▇▇▇▇ ทำ สัญ▇▇▇▇▇ตอ
งพยำยำมทำ ควำม
สัญญำส ำเร็จรูปเกิดจำกควำมเจริญเติบโตทำงเศรษฐกิจในระบบทุนนิยม และใชใ้ นกำร▇▇ ▇▇▇▇
ธุรกิจที่มีจำ นวนมำก (Mass Product) จึงเป็ นกำรยำกที่จะตองมำทำ สัญญำใหแ้ ก่▇▇▇▇▇▇ แต่ละรำย จึง▇▇
▇▇รนำ เสนอสัญญำส ำเร็จรูปมำใช้และแพร่หลำยในเวลำต่อมำ และเมื่อ▇▇▇▇รใช้มำกข้ึน ผู▇▇▇▇▇▇
▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ ▇▇▇▇▇▇ ▇▇▇สถำบน
กำรเงินต่ำง ๆ จึงใช
ัญญำส ำเร็จรูปน้ีมำเป็ นเครื่องมือในกำรสร้ำง
ประโยชน์แก่ตวเอง โดยใส่รำยละเอียดของสัญญำให้ฝ่ ำยตนได้ประโยชน์มำกท่ีสุดและให้▇▇▇▇▇▇
น้อยท่ีสุด เพ่ือช้ีให้เห็นคุณและโทษของสัญญำส ำเร็จรูปว่ำกฎหมำยท่ีแทรกแซงกำ กบดูแลน้ัน จะ
แกไ
ขปัญหำในตว
สัญญำสำ เร็จรูปที่เป็ นสำเหตุนำ ไปสู่สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรมดงั น้ี (G.H. Treitel. 1983,
p.6-7)
ข้อดีของสัญญาส าเร็จรูป
สัญญำสำ เร็จรูปมีขอ 1. ดำ้ นผ▇▇▇ ▇▇งสัญ▇▇
▇▇หลำยประกำรดงั น้
1.1 กำรลดตนทุนกำรผลิตและกำรบริหำร ▇▇▇▇▇▇▇รผลิตจำนวนมำก ตนทุนกำรผลิตต่ำ
กำรจดเก็บและกำรตรวจสอบก็ง่ำย
1.2 ประหยด
เวลำ ในกำรเจรจำก
▇▇▇▇▇▇และมีสัญญำแบบเดียวก
ผูร้ ่ำงสำมำรถใช
บุคลำกรดำ้ นกำรขำยโดยไม่ตอ
งมอบอำ นำจในกำรเจรจำต่อรองต่ำง ๆ กบ
▇▇▇▇▇
1.3 เป็ นเคร่ืองมือผลก
ควำมเส่ียงให้▇▇▇▇▇
▇▇▇▇ กำรไม่รับผิดเมื่อมีควำมเสียหำยเกิดข้ึน
2. ดำนผบ
หลงั จำกขำยหรือมอบ▇▇▇▇▇ริโภค
แมน
ควำมผด
น้น
จะไม่เกิดจำก▇▇▇▇▇▇ ก็ตำม
2.1 ไดร้ ับ▇▇▇▇▇หรือบริกำรในรำคำที่ลดลง กำรลดตนทุนในกำรใชสัญญำสำเรจ็ รูปของ
ผ▇▇▇ ▇▇งสัญญำ ทำ ให้รำ▇▇▇▇▇คำ้ ลดลงเป็ นประโยชนต์ ▇▇▇▇▇▇▇▇ ท่ีจะไดซ ที่ลดลง
2.2 รู้เงื่อนไขขอ้ ตกลง ก่อนจะตกลงเขำ้ ทำ สัญญำ
้ื▇▇▇▇▇▇▇ ในรำคำ
2.3 ได รำบวิธี▇▇ ▇▇▇▇กำรเมื่อเกิดปัญหำในอนำคต สัญญำส ำเร็จรูปก็เป็ นวิธีกำรท่ีมี
▇▇▇▇▇▇▇▇ภำพในกำรแจง้ ให บู ปัญหำข้ึนในอนำคต
ริโภคทรำบวำ่ จะตอ
ง▇▇ ▇▇▇▇กำรอยำ่ งไรในกรณีที่เกิด
ข้อเสียของสัญญาส าเร็จรูป
1. ดำนผบริโภค
1.1 กำรไดรับสัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรม หรือ▇▇▇▇▇▇เอำเปรียบเพื่อกำรแสวงหำ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇
ของฝ่ ำยผ▇▇▇ ▇▇งสัญ▇▇▇▇▇อำศยขอสัญญำ
จำ กด
ต่ำง ๆ ของอีกฝ่ ำยทำงดำ้ นกฎหมำยและผเู้ ขำ้ ทำ
1.2 ขำดอำ นำจต่อรอง เนื่องจำกส่วนใหญ่ผู▇
▇▇▇▇▇▇ ทำ สัญญำเป็ นผูบ
ริ▇▇▇▇▇▇มีฐำนะด้อย
กวำ่ หรือมีอำ นำจต่อรองทำงเศรษฐกิจต่ำ กวำ่ อีกฝ่ ำย จำ เป็ นตอ สัญญำแมจ้ ะ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇หรือรู้วำ่ สญั ญำน้นั ไม่เป็ นธรรมก็ตำม
2. ดำนสังคม
งยอมรับในขณะเขำ้ ทำ
2.1 กำรขำดควำมเป็ นธรรมในสังคม กรณีกำรออกสัญญำโดยไม่มีกฎหมำยควบคุมและ ยงั ▇▇▇▇รบงั คบั ใหผ้ บู้ ริโภคผกู พนั ตำมขอ้ สัญญำน้นั
2.2 ▇▇▇▇รแสวงหำ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรมของผูร้ ่ำงซ่ึงเป็ นคน▇▇▇▇▇▇▇ที่▇▇▇▇▇▇เอำ
เปรียบกบ
▇▇▇▇▇▇ หรือผูบ
ริโภคซ่ึงเป็ นคนส่วนใหญ่ สุดทำ้ ยควำมมงั่ คงั่ ก็จะตกอยแก่
ผ▇▇ ▇▇▇▇▇▇▇รธุรกิจท้งั หลำย
นอกจำกผูว
ิจย
จะไดศ
ึกษำจำกตำ รำเอกสำรที่มีอย
ผูว
ิจย
ไดคน
ควำ้ และรวบรวมขอ
ร้องเรียน
เร่ืองร้องทุกข์ต่ำง ๆ ของบรรดำลูกหน้ีหรือผูค
้ำ ประกน
ซ่ึงเป็ นฝ่ ำย▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ในกำรเขำ้ ทำ สัญญำ
ค้ำ ประกน
จำกสถำบน
กำรเงิน ลูกหน้ี และผคู
้ำ ประกน
วำ่ ในทำงปฏิบต
ิน้น
สัญญำค้ำ ประกน
โดยทวไป
มีลก
ษณะ▇▇▇▇▇▇เปรียบคู่ส
ญำจริงหรือไม่ และมีขอ
ควำมใดท่ีมีลก
ษณะไม่เป็ นธรรมแก่คู่ ตลอดจนขอ
ฎี▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇รวินิจฉัย เพื่อให้เป็ นแนวทำงในกำรนำ มำศึกษำวิเครำะห์และนำ เสนอแนวทำงในกำร
ปรับปรุงกฎหมำยเพื่อคุมครองผเู้ ขำ้ ทำ สัญญำของฝ่ ำยท่ีเสียเปรยี บตอไ่ ป
1.2 การสร้างเงื่อนไขไม่เป็ นธรรมในสัญญา
กำรสร้ำงเงื่อนไขหรือขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรมในสัญญำค้ำ ประก▇
▇▇▇ก่อใหเ้ กิดปัญหำน้น
มีลกษณะคือ ขอ
สัญญำหรือขอ
ตกลงซ่ึงคู่สัญญำฝ่ ำยหน่ึงไดเ้ ปรียบคู่สัญญำอีกฝ่ ำยหน่ึงเกิน▇▇▇▇▇ ▇▇
ว่ำฝ่ ำย▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇น้น
ไดร้ ู้หรือไม่รู้ถึงกำร▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇น้
ก็ตำม (มำตรำ 4 วรรคแรก) ว่ำขอ
ตกลงใน
สัญญำใดที่ทำให้ร่ำงสัญ▇▇▇▇เปรียบอีกฝ่ ำยแลวทำ ให้ฝ่ ำยท่ีเสียเปรยี บ▇▇▇▇▇▇▇▇▇เกินควร ถือวำ่ เป็ นขอ
ส ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรม เม่ือถือวำ่ เป็ นสัญญำน้นเกิดควำมไม่เป็ นธรรมและ▇▇▇▇รฟ้ องร้องใหเ้ ป็ นคดีควำม
เกิดข้ึน ศำลก็มีอำ นำจที่จะเขำ้ มำควบคุมดูแลแต่ให้มีผลบงั คบไดเ้ ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรมและพอ▇▇▇▇▇
แก่กรณีเท่ำน้น
▇▇▇▇ ขอ
ตกลงในสัญญำค้ำ ประก▇
▇▇▇วำ
“ผคู
้ำ ประกน
ตอง▇▇▇▇▇▇▇▇▇จะรับผด
ชดใชใ้ หแก่
สถำบน
กำรเงิน (▇▇▇▇ หน้ี) ในบรรดำหน้ีท้งั หลำยท่ีผูก
ู้ (ลูกหน้ี) ▇▇▇▇ห
รือทำ เง่ือนไขไว้ รวมท้งั บรรดำ
ค่ำใชจ
่ำยต่ำง ๆ ค่ำฤชำธรรมเนียม ค่ำ▇▇ ▇▇▇▇กำร ที่เกิดจำกกำรผิดนด
ไม่ชำ ระหน้ีของลูกหน้ีท้งั หมด”
ซ่ึงมำจำกควำมไม่เป็ นธรรมในขอ
กฎหมำยที่วำ่ ...กำรท่ีผคู
้ำ ประกน
ตองรับผิดอยำ่ งลูกหน้ีร่วมอยำ่ งไม
จำกัดจำ
นวน มีผลทำ
ให้ผูค
้ำ ประกนั ต้องรับผิดในหน้ีสินของลูกหน้ีทุกอย่ำง ท้
หน้ีเงินต้นและ
ดอกเบ้ียโดยไม่จำ กด
จำ นวน และผูค
้ำ ประกน
ไม่มี▇▇▇▇▇เก่ียงให้▇▇▇▇ หน้ีไปทวงถำมให้ลูกหน้ีชำ ระหน้
ก่อน หำกลูกหน้ีไม่ชำ ระแลว
จึงมำทวงถำมเอำกบ
ตนได้ ซ่ึงถึงแมว
ำ่ ผคู
้ำ ประกน
▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇
ำ่ ลูกหน้
มีทำงที่จะชำ ระหน้ีได้ และกำรบงั คบ
ใหล
ูกหน้ีชำ ระหน้ีจะไม่เป็ นกำรยำกก็ตำม ดวยผลของขอ
สัญญำ
ค้ำ ประก▇
▇▇▇ยน
ยอมรับผด
อยำ่ งลูกหน้ีร่วมนน
เอง ผคู
้ำ ประกน
จึงไม่อำจยกมำกล่ำวอำ้ งดงั กล่ำวได้
ดงั น้น
ผคู
้ำ ประกน
จึงตอ
งผกพน
ชำ ระหน้ีของลูกหน้ีท้งั หมดดวย
คำ พิพำกษำศำลฎี▇▇▇▇▇ 3426/2545 สัญญำค้ำ ประกน
ระบุวำ
เพื่อตอบแทนกำรที่โจทก์ได
ตกลงยน
ยอมใหล
ูกหน้ี (จำเลยที่ 1) ทำ นิติกรรมอน
▇▇▇ ▇▇▇▇หน้ีกบ
โจทก
ม่วำ่ จะ▇▇▇ ▇▇▇▇หน้ีในนิติกรรม
ใดๆ ท่ีมีอยู่ในขณะทำ สัญ▇▇▇▇▇หรือที่จะมีข้ึนในภำยหน้ำ ผูค
้ำ ประกน
(จำ เลยที่ 2) ยอมรับเป็ นผูค้ำ
ประกน
และเป็ นลูกหน้ีร่วมในกำรชำ ระหน้ี ซ่ึงหมำยควำมวำ
จำ เลยที่ 2 ค้ำ ประกน
หน้ีท้งั หมดที่จำ เลย
ที่ 1 มีอยู่แก่▇▇▇▇▇ ▇▇▇ตอ
งรับผิดตำมสัญญำร่วมกับจำ เลยที่ 1 แต่ถ้ำหำกขอ
สัญ▇▇▇▇▇ผูค
้ำ ประกันจะ
ยอมรับผด
อยำ่ งลูกหน้ีโดยกำ หน▇▇▇▇▇▇▇ที่จะรับผด
ไวชด
▇▇▇ ผคู
้ำ ประกน
ก็ไม่ตอ
งรับผิดในจำ นวนหน้
ท้งั หมด▇▇▇▇▇▇ทรำบจำ นวนชด
▇▇▇ในอนำคตได้ และจะรับผด
ไม่เกินวงเงินท่ีระบุไวส
▇▇▇▇▇▇น้น
ลกษณะของสัญญาหรือข้อสัญญาทไม่เป็ นธรรม
ลกษณะของสัญญำหรือขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรมที่สถำบน
กำรเงินไดจด
ทำ ข้ึนและอยใู่ น
ขอบเขต▇▇▇▇▇รบงั คบ
ใชข
อง พ.ร.บ.วำ่ ดว
ยควำมไม่เป็ นธรรม พ.ศ.2540 น้ียอ
มเป็ นสัญ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇
แมจะ “ไม่เป็ นธรรม” ก็ตำม เวนแตก่ รณีตำม พ.ร.บ.น้
ก. มำตรำ 6 คือ ขอ
ตกลงยกเวน
หรือจำ กด
ควำมรับผิดผปู
ระกอบธุรกิจกำรคำ
หรือ วิชำชีพเพื่อ
ควำมชำ รุดบกพร่องหรือกำร▇▇▇▇▇▇▇▇ในทรัพยส ควำมชำ รุดบกพร่องหรือเหตุแห่งกำร▇▇▇▇▇▇▇▇น้นั
ิ▇▇▇▇ส่งมอบให้แก่ผูบ ในขณะทำ สัญญำ
ริโภค โดยผูบ
ริ▇▇▇▇▇▇▇▇รู้ถึง
ข. มำตรำ 8 วรรคแรก คือ ขอ
ตกลงประกำศ หรือ▇▇ ▇▇▇▇ ควำม ท่ีทำ ไวล
่วงหนำ้ เพื่อยกเวน
หรือ
จำ กด
ควำมรับผด
ชอบในควำมเสียหำยต่อชีวต
และร่ำงกำย หรืออนำมยั ของผอู
ื่น อน
เกิดจำกกำรกระทำ
โดยจงใจหรือประมำทเลินเล่อของผตู
กลง ผปู
ระกำศ ผแู
จง้ ควำม
ค. มำตรำ 9 คือ ควำมตกลงหรือควำมยินยอมของผูเ้ สียหำยในคดีละเมิดซ่ึงมีลก
ษณะตอ
งห้ำม
ชดแจง้ โดยกฎหมำย หรือขด
ต่อควำมสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอน
ดีของประชำชน สำมกรณีที่กล่ำว
มำน้ีสัญญำจะตกเป็ นโมฆะ มำต้งแต่ขณะทำ สัญญำ เพรำะเป็ นกำรตกลงท่ีแตกต่ำงจำกกฎหมำย
เก่ียวกบ
ควำมสงบเรียบร้อย มำตรำ 151 ป.พ.พ.
- ความเป็ นผลของสัญญา
สัญญำค้ำ ประกน
แมน
จะถูกร่ำงข้ึนมำภำยใตก
รอบของกฎหมำยก็ตำม แต่ก็ยงั มีเน้ือหำบำงส่วน
ท่ีเอ้ือประโยชน์แก่ฝ่ ำยผูร้ ่ำงเป็ นส ำคญ
ซ่ึงจะมีผลบงั คบ
ใช้กบ
คู่สัญญำตำมหลก
ควำมศก
▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇
สัญญำแค่ไหนอย่ำงไรน้น
ข้ึนอยกบ
ดุลพินิจของศำลเป็ นกรณี ๆ ไป โดยกำรใชด
ุลพินิจของศำลตำม
มำตรำ 10 แห่ง พ.ร.บ.วำ่ ดว
ยขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรมซ่ึงวำงหลก
ไววำ
ในกำรวน
ิจฉย
ขอสัญญำ จะมี
ผลบงั คบ รวมท้ง
ใช้เพียงใดจึงจะเป็ นธรรมและพอ▇▇▇▇▇แก่ กรณีให้ศำลพิเครำะห์ถึงพฤติกำรณ์ท้ง
ปวง
(1) ควำม▇▇▇▇▇▇ อำ นำจต่อรองฐำนะทำงเศรษฐกิจควำมรู้ควำมเข้ำใจ ควำมสันทด▇▇▇▇▇ ควำม
คำดหมำย แนวทำง▇▇▇▇▇▇ปฏิบติทำงเลือกอยำ่ งอื่นและทำงไดเ้ สียทุกอยำ่ งของคู่สัญญำตำมสภำพท่ีเป็ นจริง
(2) ▇▇▇▇ประเพณีของสัญญำชนิดน้นั
(3) เวลำและสถำ▇▇▇▇ในกำรทำสัญญำหรือในกำรปฏิบต
ิตำมสัญญำ
(4) กำรรับภำระที่หนก
กวำ่ มำกของคู่สัญญำฝ่ ำยหน่ึงเมื่อเปรียบเทียบกบ
คู่สัญญำอีกฝ่ ำยหน่ึงใน
กรณีท่ีส
▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ต้งั แต่ขณะทำ สัญญำน้น
ถือวำ่ เป็ นส
ญำหรือขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่▇▇▇▇▇▇▇ ไม่มีผล
ทำงกฎหมำย จึงไม่มีประเด็นท่ีศำลจะพิจำรณำตำมมำตรำน้
กำรเขำ้ ค้ำ ประกน
กำรชำ ระหน้ีให้กบ
ลูกหน้ีช้น
ตนมก
จะมีสัญ▇▇▇▇▇ระบุวำ่ ผคู
้ำ ประกน
ยอมรับ
ผิดอยำ่ งลูกหน้ีร่วม มีผลให้▇▇▇▇ หน้ีสำมำรถที่จะบงั คบ
ชำ ระหน้ีเอำกบ
ลูกหน้ีช้น
ตนหรือผคู
้ำ ประกนได
โดยสิ้นเชิง ซ่ึงถือเป็ นขอ
กฎหมำยที่ปิ ดปำกผูค
้ำ ประกน
มิให้ยกขอ
ต่อสู้บำงประกำรข้ึนต่อสู้▇▇▇▇ หน้
ตำม ป.พ.พ.มำตรำ 688 , 689 และ 690 ประกอบมำตรำ 691 ดงั น้
1) หำ้ มผคู
้ำ ประกน
บ่ำยเบ่ียงให▇▇ ▇▇▇ หน้ีไปเรียกบงั คบ
ชำ ระหน้ีเอำกบ
ลูกหน้ีช้น
ตนก่อน
(มำตรำ 688 ประกอบมำตรำ 691)
2) ห้ำมผคู
้ำ ประกน
บ่ำยเบี่ยงให▇▇ ▇▇▇ หน้ีไปบงั คบ
ชำ ระหน้ีเอำกบ
ทรัพยส
ินของลูกหน้ีก่อน แมจะ
▇▇▇▇▇▇▇▇▇
่ำเจำ้ หน้ีสำมำรถบงคบ
ชำ ระหน้ีเอำกบ
ทรัพยส
ินของลูกหน้ีได้ และกำรจะบงคบ
เอำกับ
ลูกหน้ีน้นไม่เป็ นกำรยำก (มำตรำ 689 ประกอบมำตรำ 691)
3) ห้ำมผูค
้ำ ประกน
บ่ำยเบี่ยงให้▇▇▇▇ หน้ีไปบงคบ
เอำกบ
▇▇▇▇▇▇
▇▇▇▇▇ลูกหน้ีได
ห้▇▇▇▇ หน้ีไวเ้ ป็ น
ประกน
กำรชำ ระหน้ีน้น
ก่อน (มำตรำ 690 ประกอบมำตรำ 691)
ซ่ึงผวู้ จ
ยจะไดว
เครำะห์บทบญ
ญติกฎหมำยค้ำ ประกน
ในบทที่ 3 และนำ เสนอต่อไป
1.3 การบังคับใช้กฎหมายและอายุความ
- การบังคับใช้กฎหมาย
ควำมส ำคญ
▇▇▇▇▇รเลือกกฎหมำยที่ใช้บงคบ
(Choice of Law) ตำมหลักเจตนำแห่ง
คู่กรณี (Party Autonomy) ท่ีอำศยั เจตนำแห่งคู่กรณี (Party Autonomy) ในกำรทำสัญญำระหวำ่ งกนใน
กำรเลือกกฎหมำยท่ีมำใช
งคบกบ
ผลท่ีจะเกิดข้ึน▇▇▇▇▇รทำ สัญญำอย่ำงใดอย่ำงหน่ึง ซ่ึงหลก
กำร
ดงั กล่ำวน้ีมีมำยำวนำนต้งั แต่สมย
▇▇▇▇▇▇▇▇▇ 16 ถึงยุคสมย
ใหม่ จนมีแนวควำมคิดว่ำดว
ยกำรเลือกใช
บงคบ
กฎหมำยตำมเจตนำแห่งคู่กรณี ก็▇▇▇▇รพฒ
นำและยกระดบ
เป็ น▇▇▇▇▇บต
ิประกำรส ำคัญใน
▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇รทำ ส
ญำมีองคป
ระกอบระหวำ่ งประเทศ (Foreign Element)
สัญญำค้ำ ประกน
ส่วนใหญ่ที่ใชบ
งั คบกน
อยู่ในสังคม ผูร้ ่ำงสัญญำมก
จะเป็ นผูป
ระกอบ
ธุรกิจกำรคำ้ หรือวชำชีพที่มีอำ นำจทำงเศรษฐกิจ (Economics of Power) มำกกวำ่ ผบู
ริโภค มีผ▇▇
▇▇ควำมรู้
ดำ้ นกฎหมำยและมีควำมเชี่ยวชำญในกำรร่ำงสัญ▇▇▇▇▇กำ หนดเงื่อนไข▇▇▇▇▇▇เปรียบผบู
ริโภค ซ่ึงมก
ขำด
ควำมรู้และขำดประสบกำรณ์ ก่อใหเ้ กิดควำมไม่เป็ นธรรมเกิดข้ึนโดยหลีกเล่ียงไม่▇▇▇ ▇▇▇เป็ นเหตุผลที่
กระทรวงกำรคลงั ได้บญ
ญติกฎหมำยเพ่ือคุม
ครองและ▇▇▇▇▇ยำไม่ให้ผบู
ริโภคถูกเอำเปรียบจนเกินควร
และใหข
อสัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรมน้น
มีผลไดเ้ ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรมและพอ▇▇▇▇▇แก่กรณี ที่ผวู้ จ
ย▇▇▇
▇▇▇
▇▇มำเพียงบำงมำตรำที่ใชป
ระกอบงำนวจ
ยั น้ี ไดแก่
พรบ.ขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรม พ.ศ.2540 มำตรำ 8 บญ
ญติวำ
“ขอ
ตกลง ประกำศ หรือ▇▇
▇▇▇▇ ควำมที่ทำ ไวล
่วงหนำ
เพื่อยกเวน
หรือจำ กด
ควำมรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญำในควำมเสียหำย
ต่อชีวต
ร่ำงกำย หรืออนำมยั ของผอู
ื่น อน
เกิดจำกกำรกระทำ โดยจงใจหรือประมำทเลินเล่อของผตู
กลง
ผประกำศ ผแ
จงควำม หรือของบุคคลอื่น ซ่ึงผต
กลง ผป
ระกำศ หรือผแ
จงควำมตอ
งรับผดดวย จะนำมำ
อำ้ งเป็ นขอ
ยกเวน
หรือจำ กด
ควำมรับผิด▇▇▇▇▇▇ ขอ
ตกลง ประกำศ หรือ▇▇ ▇▇▇▇ ควำม▇▇▇▇▇ท
▇ ▇▇▇
่วงหน้ำ
เพ่ือยกเวน
หรือจำ กด
ควำมรับผืดในกรณีอื่นนอกจำกท่ีกล่ำวมำในวรรคหน่ึง ซ่ึงไม่เป็ นโมฆะ ให้มีผล
บงั คบไดเ้ ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรมและพอ▇▇▇▇▇แก่กรณีเท่ำนน้ ”
มำตรำ 8 ขำงตนไดขยำยหลกกำรมำจำก ป.พ.พ. มำตรำ 373 ▇▇▇▇▇บญ
ญติใหข
อควำมที่ตก
ลงทำ ไวล
่วงหนำ้ เป็ นขอ
ควำมยกเวน
มิให้ลูกหน้ีตอ
งรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือประมำทเลินเล่ออย่ำง
ร้ำยแรงของตนเป็ นโมฆะน้น
ใหร
วมถึงกำรยกเวน
หรือจำ กด
ควำมรับผด
ของลูกหน้ีไวล
่วงหนำ้ ส ำหรับ
กำรกระทำ โดยจงใจหรือประมำทเลินเล่อของตนดวย กำรเปลี่ยนแปลงหลกเด็ดขำดตำม ป.พ.พ.มำตรำ
373 ที่หำ้ มตกลงล่วงหนำ้ ยกเวน
ควำมรับผด
ของลูกหน้ีเพื่อกลฉอ
ฉลหรือประมำทเลินเล่ออยำ่ งร้ำยแรง
ของตนมำเป็ นตกลงยกเวน
ไดเ้ ฉพำะในกรณีควำมเสียหำยต่อ▇▇▇▇ภำพ ทรัพยส
ิน หรือ▇▇▇▇▇อื่น ๆ แต่
สำมำรถมีผลบงั คบ
ใชไ
ดเ้ ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรมและพอ▇▇▇▇▇แก่กรณีเท่ำน้น
พรบ.ขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรม พ.ศ.2540 มำตรำ 10 บญ
ญติว่ำ “ในกำรวินิจฉัยว่ำข้อ
สัญญำจะมีผลบงั คบ รวมท้งั
เพียงใดจึงจะเป็ นธรรมและพอ▇▇▇▇▇แก่กรณี ให้พิเครำะห์ถึงพฤติกรณีท้งั ปวง
(1) ควำม▇▇▇▇▇▇ อำ นำจต่อรอง ฐำนะทำงเศรษฐกิจ ควำมรู้ควำมเขำ้ ใจ ควำมสันทด▇▇
▇▇▇ ควำมคำดหมำย แนวทำง▇▇▇▇▇▇ปฏิบตสภำพที่เป็ นจริง
ิ ทำงเลือกอยำ่ งอ่ืน และทำงไดเ้ สียทุกอยำ่ งของคู่สัญญำตำม
(2) ▇▇▇▇ประเพณีของสัญญำชนิดน้นั
(3) เวลำและสถำ▇▇▇▇ในกำรทำสัญญำหรือในกำรปฏิบต
ิตำมสัญญำ
(4) กำรรับภำระที่หนก
กวำ่ มำกของคู่ส
ญำฝ่ ำยหน่ึงเมื่อเปรียบกบ
คู่สัญญำอีกฝ่ ำยหน่ึง”
ตำมบทบญ
ญติน้ี กำ หนดแนวทำงในกำรวน
ิจฉย
คดีเกี่ยวกบ
สภำพบงั คบ
ของขอ
สัญ▇▇▇▇▇
ไม่เป็ นธรรมวำ่ จะมีผลบงั คบ
เพียงใดจึงจะเป็ นธรรมและพอ▇▇▇▇▇แก่กรณี อน
ไดแ
ก่กรณีตำมมำตรำ 4
วรรคหน่ึง มำตรำ 5 วรรคหน่ึง มำตรำ 6 และมำตรำ 8 วรรคสอง นอกจำกน้ียงั ใช ดยอนุโลมในกำร
พิจำรณำขอ
ตกลงที่ทำ ใหไ
ดเ้ ปรียบคู่สัญญำอีกฝ่ ำยหน่ึงวำ่ จะเป็ นกำรไดเ้ ปรียบเกิน▇▇▇▇▇หรือไม่ ตำม
มำตรำ 4 วรรคสี่
เก่ียวขอ
- อายุความ
หำกมี▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇เกิดของ ดงั น้ี
พิพำทตำมเง่ือนไขในสัญญำส ำเร็จรูป จะ▇▇ ▇▇▇▇คดีในทำงแพ่งที่
- ซ้ือขำย คู่ส
▇▇▇▇ ▇▇ภำยใน 10 ปี นบ
แต่เกิด▇▇▇▇▇เรียกร้อง ผซู
้ือฟ้ องผขู
ำยภำยใน 1 ปี
นบแต่เวลำ▇▇▇▇▇พบเหนค็ วำมชำ รดบุ กพร่อง
- จำงทำของ ผ▇▇▇ ▇บจำ้ งฟ้ องผวู้ ำ่ จำ้ งภำยใน 10 ปี นบแตเกิ่ ด▇▇▇▇▇▇▇ยี กรอง้ ผวู้ ำ่ จำ้ งฟ้ อง
ผ▇▇▇ ▇บจำงภำยใน 1 ปี นบ
แต่วน
กำรชำ รุดบกพร่องไดป
รำกฏข้ึน
- ละเมิด ภำยใน 1 ปี นบ
แต่วน
ท่ีผตู อ
งเสียหำยรู้ถึงกำรละเมิดและรู้ตว
ผ▇▇▇ ▇พึงตอ
งใชค่ำ
สินไหมทดแทน หรือภำยใน 10 ปี นบ
แต่วน
ทำ ละเมิด
พ.ร.บ.วิธีพิจำรณำคดีผูบ
ริโภคพ.ศ. 2522 มีบทบ
ญ▇▇ ▇▇▇▇เกี่ยวกับอำยุควำมของคดีในทำง
ผบู ร▇▇▇ ค ไดแก่
- ขยำยอำยควำม กรณีท่ีควำมเสียหำยเกิดขึ้นจำกสำรที่สะสมในรำ่ งกำย (มำตรำ 13) และอำย
ควำมสะดุดหยด
อยร
ะหวำ่ ง▇▇▇▇รเจรจำ (มำตรำ 14)
- ใหศ
ำลมีอำ นำจ▇▇▇▇▇▇▇▇▇ในกำรแก▇
▇▇▇ พิพำกษำหรือคำ ส่งั ได้ ภำยในระยะเวลำที่กำ หนด
(มำตรำ 40) (วแพง ม.143)
2. พระราชบัญญติและ▇▇▇▇▇ ▇▇▇▇▇▇▇เกยวข้องในงานวจัย
2.1 พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาทไม่เป็ นธรรม พ.ศ. 2540
- ความเป็ นมา
พ.ร.บ.วำ่ ดว
ยขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรม พ.ศ.2540 น้ี เป็ นแนวคิดของกระทรวงยุติธรรมใน
ปี 2533 ดว
ยเหตุผลที่วำ่ สภำพทำงเศรษฐกิจและสังคมไทยพฒ
นำอยำ่ งรวดเร็วและกำ้ วหนำ้ มำก ซ่ึงมี
ผลจำกกำรทำ สัญญำทำงธุรกิจต่ำง ๆ ▇▇▇▇ สัญญำซ้ือขำย สัญญำเช่ำซ้ือ สัญญำจำ้ ง สัญญำขนส่ง หรือ
สัญญำธุรกิจประเภทอื่น ๆ น้น คู่สัญญำมีอำ นำจในกำรเจรจำต่อรองในกำรทำ สัญ▇▇▇▇▇ไม่เท่ำเทียมกน
ไม่ว่ำจะเป็ นดำ้ นควำมรู้ควำมเขำ้ ใจในกำรทำ สัญญำของคู่สัญญำ▇▇▇▇▇▇▇▇▇กว่ำทำ ให้มีอำ นำจในกำร
ต่อรองนอ
ยกวำ
ตองยอมรับในขอ
สัญ▇▇▇▇▇กำ หนดไวแลว
จึงก่อให้เกิดควำมไม่เป็ นธรรมข้ึนในสังคม
กระทรวงยุติธรรมจึงไดย
กร่ำงกฎหมำยเกี่ยวกบ
ขอสัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรมข้ึน แลว
เสนอคณะรัฐมนตรี
และสภำนิติบญ
ญติเพื่อปรับแก
ขปัญหำขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรมในเชิงแก
ข และมีพระบรมรำช
โองกำรโปรดเกล้ำ ฯ ให้ตรำ พ.ร.บ.ว่ำด้วยข้อสัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรม พ.ศ. 2540 ข้ึนเมื่อวนท่ี 14
พฤศจิกำยน พ.ศ. 2540 และประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ เมื่อวนที่ 16 พฤศจิกำยน พ.ศ. 2540 โดย
กำ หนดผลใชบ
งั คบ
เม่ือพน
กำ หนด 180 วน
นบแต่วน
ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ ซ่ึงมีผลบงั คบใช
นบแต่วน
ที่ 15 พฤศจิกำยน พ.ศ. 2541 มำจนถึงปัจจุบน
(หมำยเหตุ : ที่▇▇▇▇▇▇▇รร่ำง พ.ร.บ.วำ่ ดว
ยขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรม พ.ศ.2540)
- หลก
การและเหตุผล
เนื่องจำกจำกหลก
กฏหมำยเกี่ยวกบ
นิติกรรมและสัญ▇▇▇▇▇ใช้บง▇▇
▇▇▇▇▇▇พ้ืนฐำนมำจำก
หลก
▇▇▇▇▇▇▇▇▇ภำพของบุคคลในกำรเขำ้ ทำ สัญญำ ตำมหลก
ของควำมศก
▇▇▇สิท▇▇▇▇▇▇▇▇รแสดงเจตนำที่
รัฐจะตอ
ง▇▇▇▇▇▇▇ ไปแทรกแซง แมว
ำ่ คู่สัญญำฝ่ ำยหน่ึงไดเ้ ปรียบคู่สัญญำอีกฝ่ ำยหน่ึง เวน
แต่จะเป็ นกำร
ตองห้ำมชด
แจง
โดยกฎหมำยหรือขด
ต่อควำมสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอน
ดีของประชำชน แต่ใน
ปัจจุบน
สภำพสังคมเปลี่ยนแปลงไป ทำ ใหผ
ซู ่ึงมีอำ นำจต่อรองทำงเศรษฐกิจเหนือกวำ่ ถือโอกำสอำศย
หลก
ดงั กล่ำวเอำเปรียบคู่สัญญำอีกฝ่ ำยหน่ึง ซ่ึงมีอำ นำจต่อรองทำงเศรษฐกิจดอ
ยกวำ่ อยำ่ งมำก ซ่ึงทำ
ให้เกิดควำมไม่เป็ นธรรมและไม่สงบสุขในสังคม ▇▇▇▇▇▇▇▇รัฐจะกำ หนดกรอบ▇▇▇▇▇รใชหลกควำม
ศก▇▇▇สิท▇▇▇▇▇▇▇▇รแสดงเจตนำและ▇▇▇▇ภำพของบุคคล เพื่อแกไขควำมไม่เป็ นธรรมและควำมไม่สงบ
สุขในสังคมดงั กล่ำว โดยกำ หนดแนวทำงใหแ้ ก่ศำลไดใ้ ชใ้ นกำรพิจำรณำวำ่ ขอ
สัญญำหรือขอ
ตกลงใด
▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรม และใหอ
ำ นำจแก่ศำลที่จะส
ใหข
อสัญญำหรือขอ
ตกลง▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรมน้น
มีผลใชบ
งั คบ
▇▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรมและพอ▇▇▇▇▇แก่กรณี จึง▇▇▇▇รตรำ พ.ร.บ.น้
กฎหมำยวำ่ ดว
ยขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรมมีลก
ษณะเป็ นกฎหมำยมหำชน (Public Law) ที่
มุ่งให้เกิดควำมเป็ นธรรมในสังคม ตำมหลก
กฎหมำยเอกชนที่ถือว่ำนิติสัมพน
ธ์ระหว่ำงเอกชนต่อ
เอกชนมีฐำนะเท่ำเทียมกน
ในกำรทำ สัญญำ แต่ในขอ
เท็จจริงจะพบวำ่ เอกชนแต่ละคนไม่เท่ำเทียมกน
ในดำ้ นควำมรู้ กำรรับขอ▇▇▇▇▇▇วสำร รำยได้ ฐำนะทำงเศรษฐกิจ และสถำนะทำงสังคม คน▇▇▇▇▇เ้ ปรยบี
ในสังคม เศรษฐกิจ ทำ สัญญำ▇▇▇▇▇▇เอำเปรียบคนที่ดอยกวำ่ ในดำ้ นต่ำง ๆ ดงั กล่ำว ซ่ึงมีอำ นำจต่อรอง
(Bargaining Power) ที่น้อยกว่ำจำ ตอ
งทำ สัญญำในลก
ษณะจำ ยอมหรือมด
มือชก ที่เรียกว่ำ “สัญญำ
ส ำเร็จรูป” (Adhesive Contract) ▇▇▇▇ สัญญำกู้ยืมเงินจำกสถำบันกำรเงินหรือบุคคลทวไป สัญญำ
ประกันภย
สัญญำประกันชีวิต สัญญำเช่ำซ้ือ สัญญำค้ำ ประก
สัญญำขำย▇▇▇▇▇▇หรือบริกำรที่มี
ลกษณะผกขำด เป็ นตน้
กฎหมำยขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรมมีแนวคิดจำก Unfair Contract Term Act AD 1977 ของ
ประเทศองั กฤษ ซ่ึงเป็ นกฎหมำยท่ีจำ กด
▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญญำของเอกชน เพื่อคุม
ครองเอกชน▇▇▇
▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ในกำรทำ สัญญำให้ไดร
ับควำมเป็ นธรรม และเป็ ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇รร่ำง พ.ร.บ.วำ่ ดว
ยขอ
สัญ▇▇
▇▇▇ไม่เป็ นธรรม มีบทบญ
ญติท่ีผวู
ิจย
มีควำมสนใจที่จะนำ มำศึกษำและใชเ้ ป็ นแนวทำงในกำ▇▇▇▇▇รำะห์
เน้ือหำสำระและเช่ือมโยงเกี่ยวกบเง่ือนไข▇▇▇▇▇รรำ่ งสัญญำสำ เรจ็ รปู ▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรม
ขอตกลงที่มีลกษณะ/มีผลใหค
ู่สัญญำอีกฝ่ ำยหน่ึงปฏิบต
ิหรือรับภำระเกินกวำ่ ที่▇▇▇▇▇▇▇
▇▇▇▇▇ดหมำยไดตำม▇▇▇▇ เป็ นขอ
ตกลงท่ีอำจถือไดว
ำ่ ทำ ใหไ
ดเ้ ปรียบคู่สัญญำอีกฝ่ ำยหน่ึง ▇▇▇▇
(1) ขอ
ตกลงยกเวน
หรือจำ กด
ควำมรับผิดท่ีเกิดจำกกำรผิดสัญญำ
(2) ขอ
ตกลงใหต
องรับผด
หรือรับภำระมำกกวำ่ ท่ีกฎหมำยกำ หนด
(3) ขอ
ตกลงให้สัญญำสิ้นสุดลงโดยไม่มีเหตุผลอน
▇▇▇▇▇ หรือให้▇▇▇▇▇บอกเลิกสัญ▇▇
▇▇โ
ดยอีกฝ่ ำยหน่ึงมิไดผ
ดสัญญำในขอ
สำระสำคญ
(4) ขอ
ตกลงให้▇▇▇▇▇▇▇▇จะไม่ปฏิบต
ิตำมสัญญำขอ
หน่ึงขอ
ใด หรือปฏิบต
ิตำมสัญญำใน
ระยะเวลำที่ล่ำชำ้ ▇▇▇
▇ยไม่มีเหตุผลอน
▇▇▇▇▇
(5) ขอ
ตกลงให▇▇ ▇▇▇▇▇▇▇สัญญำฝ่ ำยหน่ึงเรียกร้องหรือกำ หนดให้อีกฝ่ ำยหน่ึงตอ
งรับภำระ
▇▇▇▇▇ข้ึนมำกกวำ่ ภำระท่ีเป็ นอยใู่ นเวลำทำ สัญญำ
(6) ขอ
ตกลงในสัญญำขำยฝำกที่ผซู
้ือฝำกกำ หนดรำคำ▇▇▇▇▇▇สูงกว่ำรำคำขำยบวกอตรำ
ดอกเบ้ียเกินกวำ่ ร้อยละสิบหำ้ ต่อปี
(7) ขอ
ตกลงในสัญญำเช่ำซ้ื▇▇▇▇กำ หนดรำคำค่ำเช่ำซ้ือ หรือกำ หนดให้ผูเ้ ช่ำซ้ือตอ
งรับ
ภำระสูงเกินกวำ่ ที่ควร
(8) ข
ตกลงในสัญญำบต
รเครดิตที่กำ หนดให้ผูบ
ริโภคต้องช ำระดอกเบ้ีย เบ้ียปรับ
ค่ำใชจ
่ำยหรือประโยชน
ื่นใดสูงเกินกวำ่ ที่ควรในกรณีท่ีผด
นดหรือเก่ียวเนื่องกำรผิดนด
ชำ ระหน้
(9) ขอ
ตกลงท่ีกำ หนดวิธีคิด▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇
▇▇▇ทำ ให้ผูบ
ริโภคตอ
งรับภำระสูงเกินกว่ำท่ี
ควรในกำรพิจำรณำขอ
ตกลงท่ีทำ ให
ดเ้ ปรียบคู่สัญญำอีกฝ่ ำยหน่ึงตำมวรรคสำม จะเป็ นกำรไดเ้ ปรียบ
เกิน▇▇▇▇▇หรือไม่ ใหน
ำ มำตรำ 10 มำใชโ
ดยอนุโลม
มาตรา 5 ขอ
ตกลงจำ กด
▇▇▇▇▇หรือ▇▇▇▇ภำพในกำรประกอบอำชีพ กำรงำน หรือทำ ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇
เก่ียวกบ
กำรประกอบธุรกิจกำรคำ้ หรือวิชำชีพซ่ึงไม่เป็ นโมฆะ แต่เป็ นขอ
ตกลงท่ีทำ ให้ผถู
ูกจำ กด
▇▇▇▇▇
หรือ▇▇▇▇ภำพตอ
งรับภำระ มำกกวำ่ ที่จะ▇▇▇▇▇ดหมำยไดต
ำม▇▇▇▇ ▇▇
▇ผลบงั คบ
ไดเ้ ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรม
และพอ▇▇▇▇▇แก่กรณีเท่ำน้น
ในกำรวน
ิจฉย
วำ่ ขอ
ตกลงตำมวรรคหน่ึงทำ ใหผ
ถู ูกจำ กด
▇▇▇▇▇หรือ ▇▇▇▇ภำพตอ
งรับภำระมำกกวำ
ที่จะ▇▇▇▇▇ดหมำยไดห
รือไม่ ให้พิเครำะห์ถึง ขอบเขตในดำ้ นพ้ื▇▇▇▇และระยะเวลำ▇▇▇▇▇รจำ กด
▇▇▇▇▇
หรือ▇▇▇▇ภำพ รวมท้ง ควำมสำมำรถและโอกำสในกำรประกอบอำชีพกำรงำนหรือกำรทำ นิติกรรม ใน
รูปแบบอื่นหรือกบ
บุคคลอื่นของผถู
ูกจำ กด
▇▇▇▇▇หรือ▇▇▇▇ภำพ ประกอบกบ
ทำงไดเ้ สียทุกอยำ่ งอน
ชอบ
ดวยกฎหมำยของคู่สัญญำดวย
มาตรา 6 สัญญำระหว่ำงผูบ
ริโภคกบ
ผูป
ระกอบธุรกิจกำรคำ้ หรือ วิชำชีพ▇▇▇▇▇▇▇รชำ ระหน้ีดวย
กำรส่งมอบทรัพยส
ินให
ก่ผบู
ริโภค จะ มีขอ
ตกลง ยกเวน
หรือจำ กด
ควำมรับผิดของผปู
ระกอบธุรกิจ
กำรคำ้ หรือวิชำชีพเพื่อควำม ชำ รุดบกพร่องหรือเพื่อกำร▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ได้ เวน
แต่ผบู
ริ▇▇▇▇▇ร้ ู้ถึงควำม
ชำ รุด บกพร่องหรือเหตุแห่งกำร▇▇▇▇▇▇▇▇อยแ
ลวในขณะทำ สัญญำ ในกรณีน้ีให
อตกลง ยกเวน
หรือ
จำ กด
ควำมรับผด
น้น
มีผลบงั คบ
ไดเ้ ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรมและพอ▇▇▇▇▇ แก่กรณีเท่ำน้น
มาตรา 7 ในสัญญำ▇▇▇▇▇▇▇รให้ส่ิงใดเป็ นมดจำ
หำกมีกรณีที่จะตอ
ง ริบมด
จำ ถำ้ มด
จำ น้น
สูงเกิน
ส่วน ศำลจะลดลงใหร้ ิบไดเ้ ▇▇▇▇เท่ำควำมเสียหำย ที่แทจรงิ ก็ได
มาตรา 8 ขอ
ตกลง ประกำศ หรือ▇▇ ▇▇▇▇ ควำม▇▇▇▇▇ท
▇ ▇▇▇
่วงหนำ
เพื่อยกเวน
หรือจำ กด
ควำมรับ
ผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญำในควำมเสียหำยต่อชีวิต ร่ำงกำย หรืออนำมย
ของผูอ
ื่น อน
เกิดจำกกำร
กระทำโดยจงใจหรือประมำท เลินเล่อของผตู
กลง ผปู
ระกำศ ผแู
จง้ ควำม หรือของบุคคลอื่นซ่ึงผูต
กลง
ผประกำศ หรือผแ
จงควำมตอ
งรับผดดวย จะนำมำอำ้ งเป็ นขอ
ยกเวน
หรือจำ กด
ควำมรับผิด▇▇▇▇▇
ขอตกลง ประกำศ หรือ▇▇ ▇▇▇▇ ควำม▇▇▇▇▇ท
▇ ▇▇▇
่วงหนำ้ เพื่อยกเวน
หรือ จำ กด
ควำมรับผิด
ในกรณีอ่ืนนอกจำกที่กล่ำวในวรรคหน่ึง ซ่ึงไม่เป็ น โมฆะ ให้มีผล บงั คบ พอ▇▇▇▇▇แก่กรณีเท่ำน้นั
ไดเ้ ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรมและ
มาตรา 9 ควำมตกลงหรือควำมยินยอมของผูเ้ สียหำยส ำหรับกำรกระทำ ที่ตอ
งห้ำมชด
แจง
โดย
กฎหมำย หรือขด
ต่อควำมสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม อน
ดีของประชำชน จะนำ มำอำ้ งเป็ นเหตุยกเวน
หรือจำ กด
ควำมรับผด
เพื่อละเมิด มิได
มาตรา 10 ในกำรวินิจฉัยว่ำขอ
สัญญำจะมีผลบงั คบ
เพียงใดจึงจะเป็ นธรรมและพอ ▇▇▇▇▇แก่
กรณี ใหพ
ิเครำะห์ถึงพฤติกำรณ์ท้งั ปวง รวมท้งั
(1) ควำม▇▇▇▇▇▇ อำ นำจต่อรอง ฐำนะทำงเศรษฐกิจ ควำมรู้ ควำมเขำ้ ใจ ควำมส ทด ▇▇
▇▇▇ ควำมคำดหมำย แนวทำง▇▇▇▇▇▇ปฏิบตสภำพที่เป็ นจริง
ิ ทำงเลือก อยำ่ งอ่ืน และทำงไดเ้ สียทุกอยำ่ งของคู่สัญญำตำม
(2) ▇▇▇▇ประเพณีของสัญญำชนิดน้นั
(3) เวลำและสถำ▇▇▇▇ในกำรทำสัญญำหรือในกำรปฏิบต
ิตำมสัญญำ
หน่ึง
(4) กำรรับภำระท่ีหนก
กวำ่ มำกของคู่สัญญำฝ่ ำยหน่ึงเม่ือเปรียบเทียบ กบ
คู่สัญญำอีกฝ่ ำย
จำกคดีปัญหำที่ผำ่ นมำ จะเห็นไดว
ำ่ กฎหมำยกำ หนดใหค
ู่ส
ญำแสดงเจตนำในกำรสมครใจเพื่อ
เขำ้ ทำ สัญญำท้ง
2 ฝ่ ำย ▇▇▇▇▇▇▇รกำ หนดสำระส ำคญ
ของสัญญำให้เป็ นไปตำมวต
ถุ▇▇▇▇▇▇▇แห่งสัญ▇▇
▇▇▇บ่งบอกถึงควำมไม่เป็ นธรรมในล▇▇▇▇▇▇▇คู่กรณีอีกฝ่ ำยหนึ่ งไดเ้ ปรียบและอีกฝ่ ำย▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇จน
เกิน▇▇▇▇▇มำกย่ิงข้ึน สัญญำดง
กล่ำวน้น
ก็จะจด
วำ่ เป็ นสัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรม ซ่ึง พ.ร.บ.ว่ำดว
ยขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรม พ.ศ.2540 ไดว
ำงหลก
ไวว
่ำ “หำกคู่สัญญำฝ่ ำยหน่ึงฝ่ ำยใดไดเ้ ปรียบจนเกินควร
จดเป็ นขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรม และให้มีผลบงั คบ
ไดเ้ ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรมและ▇▇▇▇▇แก่กรณีเท่ำน้น”
ซ่ึงหำกพิเครำะห์ถึงหลก
กฎหมำยดงั กล่ำวน้ีจะเห็นไดว
ำ่ กฎหมำยไดก
ำ หนดบงั คบ
ให้เฉพำะสัญ▇▇▇▇▇
เป็ นธรรมเท่ำน้ัน และยงบงคบให้อยู่บนควำมพอเหมำะและ▇▇▇▇▇แก่คู่กรณี ซ่ึงกฎหมำย▇▇▇▇▇
กล่ำวถึง ว่ำสัญญำดง
กล่ำวน้น
จะตอ
งห้ำมชด
แจง
โดยกฎหมำย เป็ นกำรพน
วิสัย หรือเป็ นกำรขด
ต่อ
ควำมสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอน
ดีของประชำชนหรือไม่ แต่ให้พิจำรณำว่ำสัญญำน้น
เป็ นธรรม
หรือไม่ ซ่ึงตอ
งอยู่ในขอบเขตพอดี แลว
กฎหมำยก็จะให้สำมำรถบงั คบ
ตำมวต
ถุ▇▇▇▇▇▇▇แห่งสัญญำ
ซ่ึงต่ำงกบ
มำตรำ 150 แห่ง ป.พ.พ. ซ่ึงวำงหลก
ไวว
่ำ “กำรใดมีวต
ถุ▇▇▇▇▇▇▇เป็ นกำรตอ
งห้ำมชด
แจง
โดยกฎหมำย เป็ นกำรพน
วิสัยหรือเป็ นกำรขด
ต่อควำมสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอน
ดีของประชำชน
กำรน้น
เป็ นโมฆะ” และมำตรำ 151 ไดว
ำงหลก
ไวว
่ำ “ กำรใดเป็ นกำรแตกต่ำง กบ
บทบญ
ญติของ
กฎหมำย ถำ้ มิใช่กฎหมำย เก่ียวกบ
ควำมสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอน
ดีของประชำชน กำรน้น
ไม่เป็ น
โมฆะ” แต่มำตรำ 151 จะมีหลก
คลำ้ ยกบ
วรรค ทำ้ ยของมำตรำ 4 ที่วำ
“ใหม
ีผลบงั คบ
ไดเ้ ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇เป็ น
ธรรมและพอ▇▇▇▇▇แก่กรณีเท่ำน้
” เพรำะว่ำหลก
ป.พ.พ.ไดว
ำงหลก
ไวใ้ ห้เอกชนสำมำรถทำ กำร
ใด ๆไดท
้งั สิ้นถึงแมจ
ะแตกต่ำงไปจำกตว
บทกฎหมำยก็ตำม แต่จะตอ
งไม่เกี่ยวกบ
ควำมสงบเรียบร้อย
หรือศีลธรรมอน ดงั กล่ำว
ดีของประชำชน ซ่ึงสอดคล้องกบ
หลก
ของ พ.ร.บ.สัญ▇▇▇▇▇เป็ นธรรมวรรคทำ้ ย
ขอดีของ พ.ร.บ.วำ่ ดว
ยขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรม พ.ศ.2540
1. คุมครองผบ
ริ▇▇▇▇▇▇เป็ นคู่สัญญำ▇▇▇▇▇▇▇▇▇กวำ
และมีอำ นำจต่อรองนอ
ยกวำ่ อีกฝ่ ำย และ
มกเป็ นผ▇▇
▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ท้งั ในดำ้ นควำมรู้ เศรษฐกิจ และกำรต่อรอง ไม่ใหถ
ูก▇▇▇▇▇▇เอำเปรียบจนเกินไป
2. มีหลก
เกณฑท
ี่ยด
หยนุ
ในกำรเยย
วยำแกไ
ขควำมไม่เป็ นธรรมที่เกิดข้ึนจำกขอ
สัญญำ โดย
ใหอ
ำ นำจแก่ศำลท่ีจะบงั คบ
ตำมขอ
สัญญำ▇▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรมและพอ▇▇▇▇▇แก่กรณี
3. ส่งผลใหค
ู่ส
ญำฝ่ ำย▇▇▇▇▇เ้ ปรียบในส
▇▇▇▇ห
ยดคิด และพิจำรณำมำกข้ึนในกำรกำ หนด
เง่ือนไขหรือขอตกลงในสัญญำสำ เร็จรูปท่ีก่อให้เกิดควำมไม่เป็ นธรรม ท่ีจะนำ สัญญำมำเป็ นเครื่องมือ
ในกำรเอำเปรียบคู่สัญญำอีกฝ่ ำย▇▇▇▇▇▇▇▇▇กว่ำในทำงเศรษฐกิจ เพรำะที่สุดแลวอำจเกิดเป็ นประเด็น
ขอพิพำทและเสียหำยข้ึนได้
4. มีแนวทำงและวำงกรอบใหแ
ก่ศำล ซ่ึงเป็ นสถำบน
ที่มีหนำ้ ที่ในกำร▇▇ ▇▇▇ควำมยต
ิธรรม
แก่ประชำชนสำมำรถใชด
ุลยพินิจในกำรใหค
วำมเป็ นธรรมแก่คู่สญั ญำฝ่ ำย▇▇▇▇▇▇▇▇▇กวำ
ขอเสียของ พ.ร.บ.วำ่ ดว
ยขอส
▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรม พ.ศ.2540
1. พ.ร.บ.น้
มีบทบญ
ญติขอ
กฎหมำยท่ียงั ▇▇ตอ
งมีบำงมำตรำที่ขำดควำมชด
▇▇▇แน่นอน ▇▇▇▇
คำ วำ
“ควำมเป็ นธรรมและพอ▇▇▇▇▇แก่กรณี” น้น
มีขอบเขตกวำ้ งขวำงหรือตีควำมในทำงกฎหมำย
ไดเ้ ▇▇▇▇ใด เน่ืองจำกเม่ือเกิดขอ้ ศำลเมื่อเกิดคดีควำมเกิดข้ึนแลว
พิพำทแลว
แต่ละฝ่ ำยมก
จะตีควำมที่เป็ นคุณแก่ตนเอง และใหอ
ำ นำจแก่
2. พ.ร.บ.น้
ใหอ
ำ นำจแก่ศำลในกำรใชด
ุลยพินิจอยำ่ งกวำ้ งขวำงในกำรท่ีจะกำ หนดวำ่ พฤติ-
กำรณ์แห่งคดีน้น
จะตอ
งมีลก
ษณะอยำ่ งไรจึงจะ “เป็ นธรรมและพอ▇▇▇▇▇แก่กรณี” ถึงแมว
ำ่ จะเป็ นวิธี
ท่ีอยใู่ นกระบวนกำรยุติธรรมก็ตำม แต่อำจก่อให้เกิดควำมบิดเบือนหรือควำมไม่เป็ นธรรมเกิดข้ึนได
ในทำงปฏิบติ และไม่เป็ นธรรมในกระบวนกำร▇▇▇ ▇▇▇▇
แตกต่ำงกน
2.1 ผูพ้ ไปตำมอต
ิพำกษำแต่ละท่ำนมีฐำนควำมคิดเห็น มุมมอง หรือกำรตด วิสัย (Subjective) อำจส่งผลให้กระบวนกำรพิจำรณำกลบั
▇▇▇▇▇▇อำจก ำหนด กลำยเป็ นควำมไม
ยติธรรมได
2.2 กำรใหศ
ำลใชอ
ำ นำจรัฐเขำ้ ไปแทรกแซง▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญญำของคู่สัญญำ ซ่ึง
ฝ่ ำยที่เป็ นผ▇▇
▇ หนดเง่ือนไขที่เป็ นสถำบน
ทำงกำรเงินอำจเป็ นหน่วยงำนของรัฐหรือเอกชนก็ได้ กบ
ฝ่ ำย
คู่สัญญำ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇หลงั เขำ้ ทำ สัญญำแลวมำกจนเกินไป
กล่ำวในเบ้ืองตน
พ.ร.บ.วำ่ ดว
ยขอ
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรม พ.ศ.2540 น้ีถือเป็ นกำรคุม
ครอง
ผบู
ริ▇▇▇▇▇▇เป็ นฝ่ ำย▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ในกำรทำ นิติกรรมสัญญำ โดยเฉพำะส
ญำสำ เร็จรูปท่ีสร้ำงควำมไม่เป็ น
ธรรมแก่คู่สัญญำยงั ▇▇มีควำมจำ เป็ นอยำ่ งยง
ท่ีตอ
ง▇▇ไวใ้ นสังคมไทย แต่ใน พ.ร.บ.น้ีก็ยงั ▇▇มีขอ
ดีและ
ขอเสียที่ผูท
ี่มีส่วนเกี่ยวขอ
งยงั ▇▇ตอ
งหำแนวทำงป้ องกน
แกไ
ข เพื่อให้กฎหมำยที่มีอยู่และยงั ▇▇▇▇▇ม
กำรปรับปรุงแกไ
ข ยงั ▇▇สำมำรถนำ มำบงั คบ
ใช้▇▇▇
▇▇ว่ำจะเป็ นสถำบน
กำรเงินซ่ึงเป็ นฝ่ ำยท่ีกำ หนด
เง่ือนไขหรือขอ
ตกลงในกำรจด
ทำ สัญญำส ำเร็จรูปที่จะไม่เอำเปรียบคู่สัญญำอีกฝ่ ำยจนเกินควร ใน
ขณะเดียวกน
คู่สัญญำอีกฝ่ ำยจำ เป็ นอยำ่ งมำกที่ตอ
งมีฐำนควำมรู้ในเรื่อง▇▇▇▇▇รเขำทำสัญญำสำ เร็จรูป
ที่แมว
่ำจะมีหลก
▇▇▇▇ภำพในกำรเขำ้ ทำ สัญ▇▇▇▇ตำม แต่ตอ
งพิจำรณำขอ
กำ หนดในเง่ือนไขน้ันว่ำใน
ขณะที่ทำ สัญญำอำจ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇แก่ตนเองมำกก็ตำม แต่ในอนำคตเงื่อนไขหรือขอกำ หนดน้น
คู่สญั ญำฝ่ ำยตน▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇เกินไปหรือไม่เพียงใด (▇▇▇▇▇▇ อจฉริยพฤกษ, 2556.)
2.2 พระราชบ ญติคุ้มครองผู้บร▇▇▇ ค พ.ศ.2522
พ.ร.บ.คุม
ครองผูบ
ริโภค พ.ศ.2522 น้ีมุ่ง▇▇▇▇▇▇▇จะคุม
ครองผูบ
ริโภคทว
ไปท่ีตกอยู่ในฐำนะที่
▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ไม่ทรำบภำวะตลำด และควำมจริงเกี่ยวกบคุณภำพและรำคำของ▇▇▇▇▇▇ และบริกำรต่ำง ๆ
โดยกำ หนดหนำ้ ที่ของผปู
ระกอบธุรกิจกำรคำ้ และผปู
ระกอบธุรกิจโฆษณำต่อผบู
ริโภค เพ่ือให้ควำม
เป็ นธรรมตำม▇▇▇▇▇แก่ผูบ
ริโภค ตลอดจนจด
องค์กรของรัฐที่เหมำะสมเพื่อตรวจตรำ ดูแลและ
ประสำนงำนกำรปฏิบัติงำนของส่วนรำชกำรต่ำง ๆ ในกำรให้ควำมคุ้มครองผู้บริโภค โดยมี
สำระสำ คญ
ที่นำ มำอำ้ งอิงในงำนวจ
ยั น้ีพอสังเขปดงั น้
มำตรำ 4 ผบู
ริโภคมี▇▇▇▇▇▇▇ร้ ับควำมคุม
ครองดงั ต่อไปน้
หรือบริกำร
(1) ▇▇▇▇▇▇▇▇จะไดร้ ับข่ำวสำรรวมท้งั ▇▇ ▇▇รณำคุณภำพที่ถูกตอ
(2) ▇▇▇▇▇▇▇▇จะมี▇▇▇▇▇ในกำรเลือกหำ▇▇▇▇▇หรือบริกำร
งและเพียงพอเก่ียวกบ
▇▇▇▇▇
(3) ▇▇▇▇▇▇▇▇จะไดร้ ับควำมปลอดภยจำกกำรใช▇▇▇▇▇หรอบื ริกำร
(3 ทว) ▇▇▇▇▇▇▇▇จะไดร้ ับควำมเป็ นธรรมในกำรทำสัญญำ
(4) ▇▇▇▇▇▇▇▇จะไดร้ ับกำรพิจำรณำและชดเชยควำมเสียหำย
ท้งั น้ี ตำมที่กฎหมำยวำ่ ดว
ยกำรน้น
ๆ หรือ พ.ร.บ.น้ีบญ
ญติไว
ส่วนที่ 2 ทวิ วำ่ ดว
ยกำรคุมครองผบู
ริโภคในดำ้ นสัญญำ
มำตรำ 35 ทวิ ในกำรประกอบธุรกิจขำย▇▇▇▇▇▇ หรือให้บริกำรใด ถำ้ สัญญำซ้ือขำยหรือสัญญำ
ให้บริ กำรน้ันมีกฎหมำยกำ
หนดให้ต้องทำ เป็ นหนังสือ หรือท่ีตำม▇▇▇▇ประเพณีทำ
เป็ นหนังสือ
คณะกรรมกำรว่ำดวยสัญญำมีอำ นำจกำ หนดให้กำรประกอบธุรกิจขำย▇▇▇▇▇▇ หรือให้บริกำรน้ันเป็ น
ธุรกิจที่ควบคุมสัญ▇▇▇▇▇
ในกำรประกอบธุรกิจที่ควบคุมสญั ญำ สัญ▇▇▇▇▇ผปู ดงั ต่อไปน้ี
ระกอบธุรกิจทำ กบ
ผบู
ริโภคจะตอ
งมีลก
ษณะ
(1) ใชขอส
▇▇▇▇▇จำ เป็ นซ่ึงหำกมิไดใ้ ชขอส
▇▇▇▇▇▇น้น
จะทำ ใหผบู
ริ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ผู
ประกอบธุรกิจเกิน▇▇▇▇▇
(2) หำ้ มใชข
อสัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรมต่อผบู
ริโภค
ท้งั น้ี ตำมหลก
เกณฑ์ เง่ือนไข และรำยละเอียดที่คณะกรรมกำรวำ่ ดว
ยสัญญำกำ หนด และ
เพ่ือประโยชน์ของผูบ
ริโภคเป็ นส่วนรวม คณะกรรมกำรว่ำด้วยสัญญำจะให้ผูป
ระกอบธุรกิจจดทำ
สัญญำตำมแบบที่คณะกรรมกำรวำ่ ดวยสัญญำกำ หนดก็ได
กำรกำ หนดตำมวรรคหน่ึงและวรรคสอง ให้เป็ นไปตำมหลก โดยพระรำช▇▇▇▇▇กำ
เกณฑ์และวิธีกำรที่กำ หนด
มำตรำ 35 เบญจ คณะกรรมกำรวำ่ ดวยสัญญำมีอำ นำจกำ หนดให้กำรประกอบธุรกิจขำย▇▇▇▇▇
หรือใหบรกิ ำรอยำ่ งใดอยำ่ งหนงึ่ เป็ นธุรกิจท่ีควบคุมรำยกำรในหลกฐำนกำรรบเงนไดิั
จะตอ
งมีลก
ในกำรประกอบธุรกิจที่ควบคุมรำยกำรในหล ษณะ ดงั ต่อไปน้ี
ฐำนกำรรับเงิน หลักฐำนกำรรับเงิน
(1) มีรำยกำรและใชข
อควำมที่จำ เป็ น ซ่ึงหำกมิไดม
ีรำยกำรหรือมิไดใ้ ชข
อควำม▇▇▇▇น้น
จะทำ ใหผบู
ริ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ผปู
ระกอบธุรกิจเกิน▇▇▇▇▇
(2) หำ้ มใชข
อควำม▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรมต่อผบู
ริโภค
ท้งั น้ี ตำมหลก
เกณฑ์ เงื่อนไข และรำยละเอียดที่คณะกรรมกำรวำ่ ดว
ยสัญญำกำ หนด ให
เป็ นไปตำมหลก
เกณฑแ
ละวธ
ีกำรที่กำ หนดโดยพระรำช▇▇▇▇▇กำ
มำตรำ 35 ฉ เมื่อคณะกรรมกำรว่ำดว
ยสัญญำกำ หนดให้หลก
ฐำนกำรรับเงิน▇▇▇▇▇รประกอบ
ธุรกิจท่ีควบคุมรำยกำรในหลก
ฐำนกำรรับเงินตอ
งใชข
อควำมใด หรือตอ
งใชข
อควำมใดโดยมีเงื่อนไข
ในกำรใช
อควำมน้น
ด้วย หรือตอ
งไม่ใช้ขอ
ควำมใดตำมมำตรำ 35 เบญจ แลว
ให้นำ มำตรำ 35 ตรี
และ จต
วำ มำใชบ
งั คบ
แก่หลก
ฐำนกำรรับเงินดงั กล่ำวโดยอนุโลม
มำตรำ 35 สัตต ในกรณีที่ผปู
ระกอบธุรกิจขำย▇▇▇▇▇▇ หรือให้บริกำรโดยให้คำ มน
วำ่ จะทำ สัญญำ
รับประกน
ใหไ
วแก่ผบู
ริโภค สัญญำดงั กล่ำวตอ
งทำ เป็ นหนงั สือลงลำยมือชื่อของผปู
ระกอบธุรกิจหรือ
ผแู
ทน และตอ
งส่งมอบส
ญำน้น
แก่ผบู
ริโภคพร้อมกบ
กำรส่งมอบ▇▇▇▇▇▇ หรือใหบ
ริกำร
ถำสัญญำตำมวรรคหน่ึงทำ เป็ นภำษำต่ำงประเทศตอง▇▇▇▇ แปลภำษำไทยกำ กบไว
มำตรำ 35 อฏ
ฐ ผปู
ระกอบธุรกิจมีหนำ้ ที่ส่งมอบสัญ▇▇▇▇▇มีขอ
สัญญำหรือมีขอ
สัญญำและแบบ
ถูกตองตำมแบบของกฎหมำยตำม พ.ร.บ.น้
มำตรำ 35 นว ผปู
ระกอบธุรกิจผใู้ ดสงสัยวำ่ แบบสัญญำหรือแบบหลก
ฐำนกำรรับเงินของตน
จะเป็ นกำรฝ่ ำฝื นหรือไม่เป็ นไปตำม พ.ร.บ.น้ี ผูป
ระกอบธุรกิจผูน้น
อำจขอให้คณะกรรมกำรว่ำด ย
สัญญำให้ควำมเห็นในแบบสัญญำหรือแบบหลก
ฐำนกำรรับเงินน้น
ก่อนได้ ในกรณีน้ีให้นำ มำตรำ 29
มำใชบงคบโดยอนโลุ ม
ปัจจุบน
ปรำกฏวำ่ มีผบู
ริโภคเป็ นจำ นวนมำกยงั ▇▇▇▇▇ร
ับกำรคุม
ครอง▇▇▇▇▇ตำมที่กฎหมำยเฉพำะ
วำ่ ดว
ยกำรเขำ้ ทำสัญญำน้น
ๆ ท้ง
ๆ ท่ีมีบทบญ
ญติไวอ
ยำ่ งชด▇▇▇ และปรำกฎวำ่ มีผบู
ริโภคเป็ นจำ นวน
มำกร้องเรียนวำ่ ▇▇▇▇▇ร้ ับควำมเป็ นธรรมในกำรทำ สัญญำกบ
ผปู
ระกอบธุรกิจมำกข้ึน ▇▇▇▇▇▇▇▇จะแกไข
และ▇▇▇▇▇เติมบทบัญญ
ิด กล่ำวเพ่ือปรับปรุ งองค์ประกอบของคณะกรรมกำรคุ้มครองผูบ
ริ โภค
ปรับปรุงองค์กรบริหำรงำนคุ้มครองผูบ
ริโภค คือ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรคุ้มครองผูบ
ริโภคให
▇ ▇▇▇▇▇งำนได้อย่ำงมี▇▇▇▇▇▇▇▇ภำพท้ังในส่วนกลำงและส่วนภูมิภำค และปรับปรุงอ ำนำจของ
คณะกรรมกำรเฉพำะเรื่องและคณะกรรมกำรคุม
ครองผบู
ริโภค ในกำรเสนอเรื่องใหอ้ อกคำ สั่งเกี่ยวกบ
กำรคุม
ครองผูบ
ริโภคตำม พ.ร.บ.น้ีไดใ
นกรณีจำ เป็ น หรือรีบด่วนให้เหมำะสมและมี▇▇▇▇▇▇▇▇ภำพ
ยิ่งข้ึน ตลอดจน▇▇▇▇▇บทบญ
ญติกำ หนด▇▇▇▇▇และกำรคุม
ครอง▇▇▇▇▇ของผูบ
ริ▇▇▇▇▇▇จะได้รับควำมเป็ น
ธรรมในกำรทำ สัญญำไวโ้ ดยเฉพำะ และท้งั เป็ นกำร▇▇▇▇▇ปรับปรุงอต ในเรื่องกำรโฆษณำและ▇▇▇กใหเ้ หมำะสมยง่ิ ข้ึน จึงตรำ พ.ร.บ.น้ีข้ึน
รำโทษเก่ียวกบ
กำรกระทำ ผด
3. แนวคิดและทฤษฎีทเกยวข้องกบงานวจัย
ผูว
ิจย
ไดศ้ ึกษำ▇▇▇▇▇▇▇▇▇เก่ียวข้องในกำรจด
ทำ สัญญำค้ำ ประก▇
▇▇▇มีเน้ือหำสำระส ำคญ
หรือ
เงื่อนไขบำงประกำรที่ก่อใหเ้ กิดควำมไม่เป็ นธรรมแก่คู่สัญ▇▇▇▇▇เป็ นฝ่ ำย▇▇▇▇ ▇▇▇▇▇▇ในกำรเขำทำสัญญำ
ค้ำ ประกน
โดยอำศย
หลก
กฎหมำยที่เนน
ควำมศก
▇▇▇สิทธ์ิของสัญญำ เจตนำ▇▇▇▇▇▇ของผูค
้ำ ประก▇
▇▇▇▇▇▇
ทำ สัญญำโดยอำศย
กำรช่วยเหลือ▇▇▇▇▇▇▇▇และควำม▇▇▇▇▇▇▇▇▇ต่อลูกหน้ี (หน้ีอุปกรณ์) ▇▇▇▇▇ร
ับควำม
ไม่เป็ นธรรมในทำงปฏิบต
ิ มีแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวขอ
งดงั น้
3.1 แนวคิดเรื่องหลก▇▇▇▇ภำพในกำรทำสัญญำ
3.2 แนวคิดเรื่องควำมศกั ▇▇▇สิทธ์ิของสัญญำ
3.3 แนวคิดเรื่องควำมศกั ▇▇▇สิท▇▇▇▇▇▇▇▇รแสดงเจตนำ
3.4 แนวคิดเรื่องสัญ▇▇▇▇▇เป็ นธรรม
ผวู้ จ
ยั ไดศ
ึกษำคน
ควำ้ เก่ียวกบ
▇▇▇▇▇▇▇▇▇เกี่ยวขอ
งขำ้ งตน
จึงนำ เสนอเน้ือหำสำระสำ คญ
ของ
แนวคิดดงั กล่ำวพอส เขปดงั น้
3.1 แนวคิดเรื่องหลกเสรีภาพในการทาสัญญา
ในกำรที่บุคคลแต่ละคนน้น
จะ▇▇▇▇ ▇▇▇ ทำ ส
ญำกน
น้น
ในทำงกฎหมำยก็ไม่▇▇▇
▇▇▇รหำ้ มท่ี
จะไม่ให้บุคคลเขำ้ เป็ นคู่สัญญำกน
แต่กบ
เปิ ดทำงให้โดยมี▇▇▇▇▇▇▇▇▇ภำพที่บุคคลเหล่ำน้น
จะเขำ้ มำเป็ น
คู่สัญญำกน
หรือที่เรียกว่ำ "หลก
▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญญำ" (Freedom of Contract) ซ่ึงในหลก
น้ีเป็ น
หลก
หน่ึงที่อยภ
ำยใน "หลก
▇▇▇▇▇ในทำงแพง่ " (Private of Autonomy) ดวยซ่ึงเป็ นหลกที่วำงเอำไวโ้ ดย
เป็ นตว
เคำรพกำรแสดงเจตนำของคู่สัญ▇▇▇▇▇จะเขำ้ ทำ สัญญำระหวำ่ งกน
หลก▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญ▇▇
▇▇▇มีควำมหมำยกำร▇▇
▇ทธิคู่สัญ▇▇▇▇▇
▇▇▇▇หรือพิจำรณำในเง่ือนไขขอ
ตกลงหรือ▇▇▇▇▇หนำ้ ที่ของตน
ให้▇▇▇▇▇▇ที่จะเขำ้ ทำ สัญญำ ก่อนที่สัญญำน้
จะมีผลบงคบ
ตำมกฎหมำย และในหลก
น้ีได้ให้ควำม
▇▇▇▇▇แก่บุคลท่ีจะเลือกตว
คู่สัญญำ หรือมี▇▇▇▇▇เลือกในวตถุประสงคใ์ นสัญญำ หรือแมแ
ต่มี▇▇▇▇▇▇▇▇จะ
เลือกแบบ▇▇▇▇▇รทำสัญญำ วธีกำรทำสัญญำ หลกเสรภำพใี นกำรทำสัญญำ เพื่อที่จะเขำไปคมุ ครองตว
เจตนำภำยใน (True, Full and Free) หรืออำจะกล่ำวไดว
ำ่ กฎหมำยมีเจตนำที่จะเขำ้ ไปคุม
ครอง▇▇▇▇ภำพ
ในกำรตด
สินใจก่อน▇▇▇▇▇▇สัญญำจะตด
สินใจเขำ้ ทำ สัญญำค้ำ ประกน
▇▇ ▇กท่ีสุด เพ่ือป้ องกน
ปัญหำกำร
ผูกพนั ของสัญ▇▇▇▇▇จะมีผลบังคับแก่คู่สัญ▇▇▇▇▇▇สองฝ่ ำยในด้ำน▇▇▇▇▇ หน้ำที่ และควำมรับผิด
โดยเฉ▇▇▇▇▇▇สัญ▇▇▇▇▇ถูก▇▇▇▇▇▇เอำเปรียบจำกสัญญำค้ำ ประก▇ ▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรมในอนำคต
น้น
ท้งั ในขณะเขำ้ ทำ สัญญำและเงื่อนไข
หลก
▇▇▇▇ภำพน้ี มีแนวคิดทำงเศรษฐกิจแบบ▇▇▇▇▇▇▇▇ในคิสต▇
▇▇▇▇▇▇▇▇ 18 ▇▇▇▇▇▇▇รเปลี่ยนแปลง
ทำงเศรษฐกิจและกระทบต่อกฎหมำยที่ตอ
งเปลี่ยนแปลงตำ ที่ตอ
งกำรให้เอกชนมี▇▇▇▇▇ในกำรทำ
กิจกรรมท้ง
ทำงกำรเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จึงมีแนวคิดทำงนิติศำสตร์ท่ีว่ำไม่ควรบญ
▇▇▇▇ให
กฎหมำยเขำ้ ไปแทรกแซงในกำรทำ สัญญำขอบเอกชน และให้▇▇▇▇▇แก่เอกชนในกำรทำ สัญ▇▇ ▇▇▇
ศำสตรำรจำรย▇
▇▇▇ ฦำไชย อธิบำยคำ วำ
Freedom of Contact วำ
สัญญำพ้ืนฐำนจำกควำมตกลงร่วมกน
(Mutual Agreement) คือคู่สัญญำตอ
งมีเจตนำตรงกน
โดยตกลงในส่วนที่เป็ นสำระส ำคญ
ของสัญญำ
และสัญญำเกิดจำกกำรใช้▇▇▇▇▇เลือกโดย▇▇▇▇ (Free Choice) โดยบุคคลไม่ถูกบงคบให้เขำ้ ทำ สัญญำ
ถำ้ เขำไม่มีควำมประสงคเ์ ช่นน้น
มี▇▇▇▇▇▇▇▇จะเลือกเขำ้ ทำ สัญญำกบ
ใครก็ได้ มี▇▇▇▇▇▇▇▇จะทำ ดว
ยเง่ือนไข
อดยำ่ งไรก็ได้ (คะนึง ฦำไชย. 2541, หนำ 23)
▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญญำ อำจแบ่งเป็ น 4 ประกำรคือ
ก) ▇▇▇▇ภำพในกำรทำ ข้ึนซ่ึงสัญญำ (Freedom to make a Contract) เป็ น▇▇▇▇ภำพในกำรทำคำ
เสนอและทำ ▇▇ ▇▇▇▇เพื่อใหเ้ กิดส
ญำข้ึน ไม่วำ่ จะทำ ส
ญำอยำ่ งไรก็ตำม ▇▇▇▇▇▇▇ไม่ขด
ต่อ
ควำมสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอนดีของประชำชน
ข) ▇▇▇▇ภำพในกำรเลือกคู่สัญญำ (Freedom to select the other Party) เป็ น▇▇▇▇ภำพของ
คู่สัญ▇▇▇▇▇จะเลือกเขำ้ ทำ ส
ญำกบ
ใครก็ได้ และไม่ถูกบงั คบ
ใหเ้ ขำ้ ทำ สัญญำกบ
บุคคล▇▇▇
▇▇▇พึงประสงคจะทำ สัญญำดวย
ค) ▇▇▇▇ภำพในกำรกำ หนดเง่ือนไขของสัญญำ (Freedom to decide the contract Terms)
บุคคลที่ประสงคจะทำสัญญำมี▇▇▇▇▇ในเงื่อนไขที่ตองกำร
ง) ▇▇▇▇ภำพ▇▇▇▇▇▇ตองทำ ตำมแบบ (Freedom from Form) เป็ นเสรภี ำพของบุคคลโดยไม่ตอง
ตกอยภ
ำยใตเ้ งื่อนไขควำมไม่▇▇▇▇▇▇▇เพรำะ▇▇▇▇▇ท
ำ ตำมแบบ ที่ในทำงทฤษฎีมิไดเ้ ป็ นผล
ทำ ใหส
▇▇▇▇▇เกิด แต่ไม่อำจบงั คบ
ไดเ้ พรำะกฎหมำยจะไม่บงั คบ
ให้ ▇▇▇▇ หำ้ มฟ้ องร้อง
บงคบหรือใหตกเป็ นโมฆะ เป็ นตน
ดงั น้น
ในปี 2541 รัฐบำลไดเ้ ห็นควำมจำ เป็ ▇▇▇▇จะตอ
งเขำ้ มำคุม
ครองคู่สัญญำฝ่ ำย▇▇▇▇▇▇▇▇▇กว่ำ
ในทำงเศรษฐกิจที่ไม่มี▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญญำดว
ยกำรออกกฎหมำยคุม
ครอง เพรำะถือวำ่ ▇▇▇▇ภำพที่
แทจ
ริงไม่มีอยจ
ริง สำ หรับประเทศไทยน้น
ก็ไดม
ีตรำ พ.ร.บ.คุมครองผบ
ริโภค (▇▇▇▇▇▇ 2) พ.ศ.2541 วำ
ด้วยส
ญำซ่ึงมุ่งหมำยจะคุม
ครองก่อนท่ีสัญญำจะเกิดเพรำะคุม
ครองเกี่ยวกบ
เน้ือหำสำระของสัญ▇▇▇▇▇
จะนำ ไปใชกบ
ผบู
ริโภคฝ่ ำย▇▇▇▇▇▇▇▇▇กวำ่ ภำยหลงั จำกที่สัญ▇▇▇▇เ้ กิดข้ึนแลว
เป็ นส ำคญ
(ศ▇▇
▇▇▇ณ์
โสตถิพนธุ์, 2549, หนำ 237)
ดวยเหตุที่หลก
▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญ▇▇▇▇▇น้
เปิ ดกวำ้ งและให้▇▇▇▇▇แก่คู่สัญญำในกำรทำ นิติ
กรรมต่ำง ๆ ดว
ยตนเอง รัฐจึง▇▇▇▇▇▇▇ มำแทรกแซงกำรกระบวนกำรตด
สินใจของบคู่สัญญำในเบ้ืองตน
เพรำะถำ้ หำกเขำ้ มำแทรกแซงก็จะเป็ นกำรขดกบ
หลก
▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญ▇▇▇▇▇ หลก
น้ีจึงเป็ นหลกที่
กวำ้ งและเป็ นหลก
ที่ก่อให้เกิดปัญหำในกำรเขำ้ ทำ สัญญำค้ำ ประกน
อีกประกำรหน่ึงหำกไม่มีกำรวำง
กรอบป้ องกนกำรใช้▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญ▇▇▇▇▇ให้ชัดเจนโดยเริ่มนบั แต่▇▇▇▇ภำพในกำรคิดที่จะทำ
สัญญำ กำรพิจำร▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇เปรียบเทียบกบ
เง่ือนไขหรือขอ
กำ หนดที่ตนจะตอ
งผูกพน
ในเรื่อง
▇▇▇▇▇และหน้ำ▇▇▇▇▇▇จะตอ
งรับผิดในสัญญำน้น
เมื่อพิจำรณำอย่ำงรอบคอบแลว
จึงจะตด
สินใจว่ำจะทำ
สัญญำหรือไม่ ถ้ำตัดสิ นใจว่ำจะท ำก็มี▇▇▇▇ ภำพท่ีจะเลือก ท ำสัญญำกับใคร ท ำสัญญำอะไร มี
วตถุประสงคห์ รือมีเน้ือหำของสัญญำอย่ำงไร เมื่อตด
สินใจแลว
ก็มี▇▇▇▇ภำพที่จะแสดงเจตนำออกมำ
ด้วยวิธีที่ต้องกำรและมี▇▇▇▇ภำพท่ีจะก ำหนดให้เจตนำที่ แสดงออกมำน้ันก่อให้▇▇▇▇▇▇ตำม▇▇▇▇▇ ▇▇▇▇▇▇▇ ซ่ึง▇▇▇▇ภำพท้งั หลำยเหล่ำน้ีไดร้ ับกำรรับรองจำกป.พ.พ. มำตรำ 151 ที่มีควำมหมำยอยู่ 2 ชนิด
ควำมหมำยแรกคือ ▇▇▇▇ภำพที่จะเขำ้ มำตกลงทำ สัญญำ และหลก สัญญำเกิดแลว้
▇▇▇▇ภำพท่ีจะไม่ถูกแทรกแซงเมื่อ
ทฤษฎีว่ำด
ย “▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญญำ” น้ีถือหลก
ว่ำ ตว
ที่ก่อให้เกิดหน้ีในเรื่องเก่ียวกับ
สัญ▇▇▇▇คือ “ควำมสมค
รใจ” หรือ “เจตนำ” (La Volonte) นอกจำกน้ียงั ถือหลก
ท่ีว่ำ “หน้ีที่เกิดจำก
สัญญำเป็ นหน้ี▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇” เพรำะคู่ส
ญำมี▇▇▇▇ภำพแล▇▇▇▇▇▇▇▇จะทำ สัญญำน้น
หรือ▇▇▇▇▇▇▇▇ หรือถำ้ เห็น
ว่ำถูก▇▇▇▇▇▇เอำเปรียบมำกกว่ำหน้ีของอีกฝ่ ำยหน่ึงซ่ึงเป็ นกำร▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ก็ตอ
งถือเท่ำกบ
ว่ำคู่สัญญำ
เห็นว่ำยุติธรรมแล น
เอง ลูกหน้ีจะมำกล่ำวอำ้ งว่ำตน▇▇▇▇▇
▇บควำมยุติธรรมภำยหลง
จำก▇▇▇▇▇▇▇ทำ
สัญ▇▇▇▇▇ไดเ้ พรำะหลก
▇▇▇▇ภำพไม่มีใครบงั คบ
ให้ตนเขำ้ ทำ สัญญำ ดงั น้น
คู่สัญญำฝ่ ำย▇▇▇▇▇▇▇ ทำ สัญญำ
ตองตด
สินใจเพียงวำ่ จะทำ ส
ญำหรือไม่ทำ เท่ำน้น
(▇▇▇▇▇▇▇ ▇. Posner. 1992. P.114-115)
สำหรับกำรให▇▇▇▇ภำพแก่คู่ส
▇▇▇▇▇จะเขำ้ มำตกลงทำ สัญญำน้น
หมำยถึง ▇▇▇▇ภำพในกำรเริ่มตน
▇▇▇▇▇รศึกษำและทำ ควำมเขำ้ ใจกบ
สัญ▇▇ ▇▇▇▇ เน้ือหำสำระ กรอบประเด็นที่เกี่ยวกบ
หน้ำที่ของ
คู่สัญญำ เง่ือนไขหรือขอ
ตกลง▇▇▇▇▇ร
ะบุไวใ้ นสัญญำค้ำ ประกน
น้น
ซ่ึงอำจพิจำรณำได้ 2 ดำ้ น คือ ดำ้ น
กระทำ
(Positive Sense) หมำยถึง กำรเริ่มตน
▇▇ ▇▇▇▇ต่อไปและกำรตกลงเขำ้ ทำ สัญ▇▇ ▇▇▇▇▇▇นไม
กระทำ
(Negative Sense) หมำยถึง กำร▇▇▇▇▇▇▇ ทำ สัญญำ หรือระงบ
กระบวนกำรในกำรเจรจำตกลงดวย
ถอยคำ เสนอหรือกำรยกเลิกกำรเจรจำ เป็ นตน ส ำหรับกำร▇▇▇▇▇▇▇ ทำ สัญญำของผูร้ ับคำ เสนอ ยกเลิก
หรือระงบ
กำรเจรจำของคู่เจรจำน้น
ไม่มีปัญหำเพรำะเป็ นกำรใช▇▇ ▇▇▇ภำพ แต่ในส่วนที่ผเู้ สน▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇
▇▇▇เขำ้ ทำ สัญญำด้วยกำรถ▇▇▇▇ เสนอน้ันอำจมีปัญหำเพรำะผูทำ คำ เสนออำจไม่มี▇▇▇▇ภำพท่ีจะทำ
▇▇▇▇น้น
ส่วน▇▇▇▇ภำพที่จะไม่ถูกแทรกแซงภำยหลงั จำกที่สัญญำเกิดแลว
น้น
หมำยควำมถึง ▇▇▇▇ภำพที่
จะไม่ถูกแทรกแซงจำกรัฐทฤษฎี▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ ท้งน้ี เพรำะรัฐได้รับรอง▇▇▇▇ภำพที่เอกชนต้ังแต่
ข้น
ตอนก่อนเกิดสัญญำหรือเมื่อสัญญำเกิดข้ึนแลว
รัฐจะเขำ้ ไปกำ กบ
/แทรกแซงเพื่อใหส
ิ่ง▇▇▇▇▇▇สัญ▇▇▇▇
กำ หนดไวโ้ ดยหลกเสรภี ำพ▇▇▇▇รปรบั เพ่ือใหเ้ ป็ นธรรมขึ้น
▇▇ ▇▇▇▇วที่วำ
“บุคคลยอ
มมี▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญญำ" น้น
มีหลก
ประกน
วำ่ เม่ือไดท
ำ สัญญำกน
แลว
จะไม่ถูกแทรกแซงจำกบุคคลภำยนอก ซ่ึง▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญญำมีบทบญ
ญติเป็ นกรอบปฏิบต
ไวใ้ นป.พ.พ. มำตรำ 151 วำ
“กำรใดเป็ นกำรแตกต่ำงกบ
บทบญ
ญติของกฎหมำย ถำ้ มิใช่กฎหมำยอน
เก่ี▇▇▇
ยควำมสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอน
ดีของประชำชน กำรน้
ไม่เป็ นโมฆะ” น้
แสดงว่ำ
นิติกรรมหรือสัญญำใดก็ตำม แมท
ำ แลว
แตกต่ำงก▇
▇▇▇กฎหมำยบญ
ญติไวก
็▇▇มี▇▇▇▇▇▇▇▇▇เหมือนกน
เวน
แต่นิติกรรมหรือสัญ▇▇▇▇▇ทำ น้น
แตกต่ำงจำกบทบญ
ญติกฎหมำยอน
เกี่ยวดว
ยควำมสงบเรียบร้อย
หรือศีลธรรมอนดีของประชำชน นิติกรรมหรือสัญญำน้ันจึงตกเป็ น▇▇▇▇ ▇▇▇▇ กฎหมำยให้ควำม
คุ้มครองคู่สัญญำไวใ
นเรื่ องควำมสำมำรถของบุคคล หำกฝ่ ำฝื นบทบัญญ
ิของกฎหมำยว่ำด้วย
ควำมสำมำรถของบุคคล ส
ญำน้น
จะตกเป็ นโมฆียะ ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 153 เป็ นตน
อน่ึง เนื่องจำกหลก
▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญญำเป็ นหลก
▇▇▇▇▇▇▇อยใ
นหลก
▇▇▇▇▇ในทำงแพ่ง หลก
▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญ▇▇▇▇▇มีบญ จะพิจำรณำใหเ้ ป็ น▇▇▇▇▇▇▇▇▇ด้
ญต
งั น้ี
ิเป็ นกฎหมำยลำยลก
ษณ์อก
ษรอยใู่ น ป.พ.พ. มำตรำ 151 และหำก
1. หลก
▇▇▇▇ภำพในกำรทำ ส
ญำกบ
▇▇▇▇
▇▇▇▇▇▇▇▇สัญญำ
นิติบุคคล
1.1 คู่สัญญำมี▇▇▇▇ภำพที่จะเลือกเขำ้ ทำ สัญญำกบ
ใครก็ไดไ
ม่วำ่ จะเป็ นบุคคลธรรมดำหรือ
1.2 คู่สัญญำมี▇▇▇▇ภำพที่จะเลือกเป้ ำหมำยหรือวตถุ▇▇▇▇▇▇▇ของสัญ▇▇ ▇▇▇ว่ำจะเป็ น
วตถุประสงคเ์ ฉพำะเอกเทศสัญญำในลกษณะของวต
ถุประสงคทำงภำวะวิสัยหรือวต
ถุประสงคเฉพำะ
ของตว
คู่สัญญำเองในลก
ษณะของวต
ถุประสงคใ์ นทำงอตวส
ัย หรือวตถุประสงคแบบผสม
1.3 คู่สัญญำมี▇▇▇▇ภำพที่จะเลือกวิธีกำรหรือแบบในกำรทำ สัญ▇▇ ▇▇▇ว่ำดว อำกำร หรือลำยลกษณ์อกษร
ยวำจำ กิริยำ
1.4 คู่สัญญำมี▇▇▇▇ภำพที่จะตดสินใจวำ่ จะทำ สัญญำหรือไม่อยำ่ งไร และมี▇▇▇▇ภำพในกำร
แสดงเจตนำออกมำตำมที่ตนไดต
ดสินใจไว้ หำกกำรตด
สินใจเพรำะคู่กรณีอีกฝ่ ำยมำทำ กลฉ
ฉล ข่มข่
คู่สัญญำฝ่ ำยที่ถูกกลฉ้อฉล ก็จะไดร
ับควำมคุม
ครองจำกกฎหมำยโดยกฎหมำยจะให้สัญญำน้น
ตกเป็ น
โมฆียะ หำกคู่สัญญำแสดงเจตนำออกมำไม่ตรงกับท่ีตด
สินใจไว้ ▇▇▇▇ เพรำะควำม ส ำคญ
ผิดใน
สำระส ำคญ
กฎหมำยก็จะคุม
ครองเจตนำที่แทจ
ริงอน
เป็ นกำรคุม
ครอง▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญญำด้วย
กำรกำ หนดใหเ้ จตนำท่ีแสดงออกมำน้นตกเป็ นโมฆะ
2. หลก
▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญญำในควำมสัมพน
ธ์กบ
เน้ือหำของสัญญำ กล่ำวคือ คู่สัญญำ มี
▇▇▇▇ภำพที่จะกำ หนดเน้ือหำของส ญำ แมใ้ นเนื้อหำท่ีกำ หนดจะแตกต่ำงจำกท่ีกฎหมำยกำ หนด ก็ตำม
หำกไม่ขดั โดยชอบดว
ต่อควำมสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอน ยกฎหมำยและไม่ตกเป็ น▇▇▇▇
▇▇ของประชำชนแลว
สัญญำน้น
ก็มีผลบงั คบ
ใชได
3. หลก
▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญญำกบ
ผลของสัญญำ กล่ำวคือ คู่สัญญำมี▇▇▇▇ภำพท่ีจะกำ หนดผล
ของสัญญำร่วมกน
ได้ และเมื่อกำ หนดแลว
กฎหมำยก็จะรับรองใหส
ัญญำมีผลสมดงั เจตนำ นน
คือ หลก
สัญญำตองเป็ นสัญญำ (Pacta Sund Servanda)
ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธ์ุ (2549) ไดใ
ห้แนวคิดในหลก
▇▇▇▇ภำพ▇▇▇▇▇รทำ สัญญำว่ำ คือหลก
▇▇▇
▇▇▇▇อยู่ในหลก
▇▇▇▇▇ในทำงแพ่งที่เปิ ดโอกำสให้ปัจเจกชนท้ง
หลำยสำมำรถใช้▇▇▇▇ภำพของตนเอง
กำ หนดขอบเขตในกำรเขำ้ ทำ สัญญำดวยวิธีกำรอย่ำงไร หรือมีเนื้อหำอย่ำงไรก็ได้ รวมท้งั ใช▇▇ ▇▇▇ภำพ
จำ กด
▇▇▇▇ภำพของตนเองในอนำคต▇▇▇
▇กดวย
เพรำะฉะน้น
ถึงแมว
ำ่ คู่สัญญำจะมี▇▇▇▇ภำพมำกมำยในกำรทำ สัญญำ แต่▇▇▇▇ภำพดงั กล่ำว ก็ตอง
อยู่ภำยในกรอบหรือขอบเขตอน
▇▇▇▇▇ดว
ยเพื่อมิให้กำรใช้▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญญำของบุคคลบำง
คนต้องไปก่อควำมเสียหำยแก่บุคคลอื่นหรือสังคม ▇▇▇▇ภำพในกำรทำ สัญ▇▇▇▇▇อำจ ถูกจำ กัดได
(ศ▇▇▇▇▇ณ์ โสตถิพนธุ์, 2549, หนำ 238)
ปัญหำในทำงปฏิบต
ิที่เกิดจำกหลก
▇▇▇▇ภำพ▇▇▇▇▇▇ถูกมองวำ่ ถูกตอ
งและเป็ นธรรมแก่คู่สัญญำน้น
เริ่มเปล่ียนแปลงไปวำ่ เกิดควำมไม่เป็ นธรรมเกิดข้ึนในหลก
กำรของตวมน
เองในทำงปฏิบต
ิตำมควำม
เป็ นจริงของสังคม▇▇▇▇▇▇เป็ นธรรมแก่คู่สัญ▇▇▇▇▇มีอำ นำจต่อรองนอ
ยกวำ
ท่ีถือวำ่ เป็ นควำมลม
เหลวของ
หลก
▇▇▇▇ภำพดงั กล่ำวแมน
จะเป็ นแนวคิดรำกฐำนของหลก
กฎหมำยเอกชนในกำรทำ ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ตำม ทำ
ให ม่เป็ ▇▇▇▇ยอมรับวำ่ เป็ นหลกกฎหมำยที่เด็ดขำด▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ในตนเองต่อไป (P.S.Atiyah. The Rise
and Fall of Freedom of Contract. P.687)
ผูว
ิจย
มีควำมคิดเห็นที่สอดคล้องกบ
นกวิชำกำรขำ้ งตน
ท่ีว่ำ กำรทำ นิติกรรมสัญญำต่ำง ๆ ของ
เอกชนน้น
ในหลก
กำรจำ ตอ
งมีพ้ืนฐำนแนวคิดเรื่องหลก
▇▇▇▇ภำพในกำรทำสัญ▇▇▇▇▇ให▇
▇▇▇▇แก่เอกชนที่
ให วำมเสมอภำคในกำรตด
สินใจดว
ยตนเองวำ่ จะเขำ้ ทำ สัญญำตำมเจตนำรมณ์ของตนหรือไม่ ผเู้ ขำ
ทำ สัญญำค้ำ ประกน
น้น
จะ▇▇▇
▇▇▇▇ประโยชน์เพียงใด โดยท่ีปัจจย
พ้ืนฐำนของคู่สัญญำตอ
งเขำ้ ใจใน
เน้ือหำสำระส ำคญ
ประเด็นแห่งสัญญำ หรือเง่ือนไขท่ีตนเองจะตอ
งเขำ้ ไปผูกพน
กบสัญญำน้ันใน
เบ้ืองตน
ใหช
ด▇▇▇ก่อนตด
สินใจตำมหลก
▇▇▇▇ภำพแห่งเจตนำ
แต่ผูว
ิจย
ก็มีควำมเห็นที่แตกต่ำงออกไปว่ำ แมน
หลก
กำรทว
ไปท่ีให้▇▇▇▇ภำพแก่เอกชนในกำร
เขำ้ ไปทำ สัญญำต่ำง ๆ โดย▇▇▇▇▇▇▇▇▇ภำพของคู่สัญญำมีอยู่เต็มที่เพียงใดก็ตำม แต่ในล▇▇▇▇▇▇▇▇▇ร
เขำ้ ทำ สัญ▇▇▇▇▇มีลก
▇▇▇▇ ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇
จะเป็ นกำรเบียดบงั ▇▇▇▇▇หรือหลก
กำร▇▇▇▇ภำพน้ีลงอย่ำงมำกที่
จะให้โอกำสแก่คู่สัญ▇▇▇▇▇อ่ำน ศึกษำ และทำ ควำมเข้ำใจกับเงื่อนไขหรือข้อตกลงที่มีแบบแผน
ส ำเร็จรูปมำแลว
โดย▇▇▇▇▇ใ้ ห้คู่สัญ▇▇▇▇▇▇ มำมีส่วนในกำรจด
ทำ สัญญำข้ึนมำใหต
รงตำมควำมตอ
งกำร
ของคู่สัญญำอยำ่ ง▇▇▇
▇▇▇ ▇▇▇ทำ ใหห
ลก▇▇▇▇ภำพที่มี▇▇▇
▇▇▇▇เ้ กิดข้ึนอยำ่ งแทจ
ริง
3.2 แนวคิดเรื่องความศักดิ์สิทธ์ิของสัญญา (Sanetity of Contract)
เป็ นหลก
สำ คญ
ที่ควบคู่กบ
หลก
▇▇▇▇ภำพในกำรทำ ส
ญำวำ
เม่ือบุคคล 2 คนเขำทำสัญญำ
ร่วมกน
โดยใช้หลก
▇▇▇▇ภำพแห่งเจตนำแลว
สัญ▇▇▇▇▇เกิดข้ึนตำมควำม▇▇▇▇▇▇▇ยอ
มเป็ นหลก
เจตนำที่
ศก▇▇▇สิทธ์ิตำมสัญ▇▇▇▇▇แสดงออก ดงั น้น
องคก
รของรัฐต่ำง ๆ รวมถึงศำลจะตอ
ง▇▇▇▇▇▇▇ ไปแทรกแซงใน
กำรเขำ้ ทำ สัญญำใด ๆ หำกศำลจะเขำ้ ไปเก่ียวของในกำรเขำ้ ทำ สัญ▇▇▇▇ต่อเมื่ออีกฝ่ ำยไดร้ ้องขอว่ำ
คู่สัญญำอีกฝ่ ำยไม่ปฏิบต
ิตำมเง่ือนไขแห่งสัญ▇▇▇▇▇▇น้ัน ด
▇▇▇▇ศำลใน▇▇▇▇▇▇▇▇▇ 19 ▇▇▇▇▇▇เข ไป
▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇สัญ▇▇▇▇▇ไดร้ ับควำมไม่เป็ นธรรมจำกกำรทำ สัญญำ เพรำะเหตุ▇▇▇▇▇▇สัญญำฝ่ ำยน้ันจำ ยอม
เขำ้ ทำ สัญญำน้▇
▇▇▇รู้อยู่แลว
ว่ำหำกเขำ้ ทำ สัญญำแลว
ตนจะ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ตำม (▇▇▇▇ ฦำไชย. เรื่องเดิม,
หนำ
25)
▇▇▇▇▇▇▇▇▇วำ
สัญญำเป็ นสิ่งศก
▇▇▇สิท▇▇▇▇▇▇ สะทอ
นออกมำจำกเหตุผลในกำรพิพำกษำคดีหน่ึง
โดย ▇▇▇ ▇▇▇▇▇▇ ▇▇▇▇▇▇ ที่ผูพิพำกษำได้ตดั สินว่ำสัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นโมฆะเพรำะไม่ขัดต่อควำมสงบ
เรียบร้อยของสังคม เพรำะสัญ▇▇▇▇▇เกิดจำกบุคคลผซู ่ึง▇▇▇▇▇นิติภำวะและมีควำมเขำ้ ใจ▇▇▇▇ ▇▇▇ ทำ สัญญำ
อยำ่ ง▇▇▇▇▇และโดยควำมสมค
รใจ จะตอ
งถูกยอมรับวำ่ ศก
▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇
งยอมรับบงั คบ
ให้ตำมสัญญำ
โดยศำลยต
ิธรรม โดยมี▇▇▇▇▇▇▇▇▇เกี่ยวขอ
งดงั น้ี (คดี Printing & Numerical Registering Co. V. Sampon
(1875) L.R.19 Eq.462; 44 L.J. Ch.705: 32 L.T.354)
3.2.1 แนวคิดพ้ืนฐำนและทฤษฎีสังคมพิทกษ์ (Paternalism)
สัญ▇▇▇▇▇ไม่เป็ นธรรมด้ำนสังคมศำสตร์น้ัน มี▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ของสังคมเข้ำมำ
สอดแทรกเป็ นกฎหมำยที่มีลก
ษณะภำวะวิสัย (Objective Law) คือ ไม่ข้ึนอยกบ
ประโยชน์ของปัจเจก
ชนหรือบุคคลใดคนหน่ึง มีข้ึนเพื่อวำงมำตรฐำนของบุคคลในกำรประพฤติในสังคมอย่ำง▇▇▇▇สุข
ควบคุมกำรใช▇
▇▇▇▇ของปัจเจกชน (Subjective Right) ไม่ให้ขด
แยง้ ของ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ของคนในสังคม
หรือใหม
ีข้ึนนอ
ยท่ีสุด จึงใชก
ฎหมำยเป็ นเครื่องมือควบคุมกลไกในสังคมไว
ดงั น้น
ผ▇▇
▇▇บญ
ญติกฎหมำยจึงควร▇▇ ▇▇▇ถึงอำ นำจในทำงสังคมวำ่ กำรมี▇▇▇▇ภำพในกำรทำ
สัญญำของปัจเจกชนตอ
ง▇▇ ▇▇▇ถึงส่วนรวมดว
ย ลก
ษณะของสัญ▇▇▇▇▇เป็ นธรรมจึงตกอยู่ภำยใตกำร
ควบคุมของกฎหมำยสังคม (Social Objective Law) ที่มุ่งคุม กำรแสวงหำประโยชน์ของเอกชนมำกเกินไป
ครองสังคมส่วนรวมมิให้ถูกกระทบจำก
3.2.2 หลก
ควำมสัมพน
ธ์ระหวำ่ งเศรษฐกิจ นิติศำสตร์ และสังคมศำสตร์
ศำสตร์ท้ง
3 มีควำมสัมพน
ธ์กน
มำกเพรำะกฎหมำยเป็ นเครื่องมือท่ีควบคุมพฤติกรรม
และกฎเกณฑ์ให้คนในสังคม▇▇▇▇▇▇▇▇กนอย่ำง▇▇▇▇สุข ซ่ึงสัญญำต่ำง ๆ ลว้ นแล้วแต่เกิดมำจำกฐำน
แนวคิดทำงดำ้ นเศรษฐกิจท่ีตอ
งกำรเปล่ียนแปลงและ▇▇▇▇▇▇▇▇ดำ้ นเศรษฐกิจของเอกชนเป็ นสำ คญ
เป็ น
กำรค้ำ ประกน
ใหค
นในภำคธุรกิจมีหลก
ประกน
และควำมเสี่ยงนอ
ยลงจำกกำรลงทุน
ในขณะเดียวกน
กฎหมำยก็มีควำมสัมพน
ธ์เช่ือมโยงกบ
ดำ้ นเศรษฐกิจและสังคมศำสตร์
เพรำะกำรออกกฎหมำยและกำรตีควำมด้ำนเศรษฐกิจควรมีควำมรู้และเขำ้ ใจในทำงเศรษฐศำสตร์
ที่จะทำ ให้บงั คบ
ใช้กฎหมำยได
ย่ำงมี▇▇▇▇▇▇▇▇ภำพโดยใช้กฎหมำยเป็ นหลก
(Rule of Law) (▇▇▇▇▇
▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇. 2527, หนำ 74-77)
▇▇▇▇▇▇▇▇▇จำกกำรใชหลก
▇▇▇▇ภำพในกำรทำสัญ▇▇▇▇▇ให▇
▇▇▇▇ดำนควำมเสมอภำคแก่เอกชน
ในกำรเขำ้ ทำ สัญญำค้ำ ประก▇
▇▇▇▇▇▇▇▇▇บงั คบ
ในทำงกฎหมำยว่ำสัญญำน้
จะตอ
งมีควำมศก
▇▇▇สิทธ์
แห่งเจตนำรมณ์ของคู่สัญญำเป็ นส ำคญ
ที่จะก่อให้เกิดบทบำทหน้ำท่ีของคู่สัญญำท้ง
2 ฝ่ ำยอย่ำง
เคร่งครัด หำกฝ่ ำยใดฝ่ ำยหน่ึงฝ่ ำฝื นเงื่อนไขหรือขอ
ตกลง▇▇▇▇▇ร
ะบุไวใ้ นสัญ▇▇▇▇▇▇▇▇▇▇ลงลำยมือชื่อใน
สัญญำไว้ ยอ
มมี▇▇▇▇▇และหนำ้ ที่ระหวำ่ งคู่สัญญำเกิดข้ึนท▇
▇▇ ▇▇▇เป็ ▇▇▇▇มำของหลก
กำรควำมศก
▇▇▇สิทธ์
ของสญั ญำอยำ่ งเคร่งครัดวำ่ จะไม่สำมำรถบิดเบือน ฝ่ ำฝื น หรือไม่ปฏิบติตำม▇▇▇▇▇
ดงั น้น
ควำมศก
▇▇▇สิทธ์ิของเจตนำจะเกิดข้ึนหลงั จำกที่กฎหมำยไดเ้ ปิ ดโอกำสให้คู่สัญ▇▇
▇▇ใ้ ชด
ุลยพินิจและเสรีภำพในกำรเขำ้ ทำ สัญญำของคู่สัญญำท้ง
2 ฝ่ ำยอยำ่ งเต็มที่ ซ่ึงกฎหมำยจะถือวำ
เจตนำที่แทจ
ริงของคู่สัญญำน้น
ไดแ
สดงออกผำ่ นเง่ือนไข ขอ
ตกลง และสำระสำ คญ
แห่งสัญญำอน
เป็ น
ประเด็นสำ คญ
ท่ีเกิดจำกควำมตอ
งกำรของคู่สัญญำอยำ่ งแทจ
ริง หำกแต่กระบวนกำรเขำ้ ทำ สัญญำก่อน
หนำ้ น้น
จะเกิดจำกกำรสำ คญ
ผิดในเง่ือนไข ควำมไม่รู้ในสำระสำ คญ
ควำมดอ
ยของคู่สัญญำที่ไม่ทรำบ
รำยละเอียดท้งั หมดแห่งสัญญำ หรือไม่เขำ้ ใจในขอ
ควำมขอ
กฎหมำยหรือเงื่อนไขทำงกำรเงินจึงเขำ
ทำ สัญญำ หรือแมแ
ต่รู้ในเงื่อนไขท่ีไม่เป็ นธรรมน้ันก็ตำมแต่ตนได
ระโยชน์ย่ิงกว่ำในขณะที่เข
ทำ สัญญำ อน
จะเป็ นสำเหตุให้ควำมเท่ำเทียมกน
ของคู่สัญญำไดร
ับกำรกระเทือนจำกผลของกำรเขำ
ทำ สัญญำ แลว
ไดร
ับควำมเดือดร้อนในภำยหลง
จนเกินควร ท่ีอำจเรียกได
่ำเกิดควำมไม่เป็ นธรรม
เกิดข้ึนจึงจะพ่ึงพำกฎหมำยจนเป็ นคดีพิพำทในท่ีสุด กฎหมำยจึงจะสำมำรถเขำ้ ไปช่วยเหลือในกำร ปรับลดเงื่อนไขใหเ้ กิดควำมเป็ นธรรมมำกข้ึน
3.3 แนวคิดความศักดิ์สิทธ์ิของการแสดงเจตนา (Principle of Autonomy of the will)
หลก
ควำมศก
ด์ิสิทธ์ิของเจตนำน้ีเนน
ทำงเศรษฐศำสตร์ที่มีกำรเปล่ียนแปลงดำ้ นเศรษฐกิจ
กำรเมือง และสังคม ที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดด้ำนนิติศำสตร์ เศรษฐศำสตร์ และรัฐศำสตร์ใน คริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่ยกย่องควำมสำมำรถและสติปัญญำของมนุษย์ เชื่อว่ำมนุษย์มีเหตุผลและ
ควำมคิดจนกลำยเป็ นลท
ธิเสรีนิยม (Liberalism) รัฐจึงตอ
งรับรู้สิทธิส่วนบุคคลให้มำกที่สุดและไม
ทำ ลำยสิทธิพ้ืนฐำนของบุคคล ทุกคนมีเสรีภำพ แต่จะถูกจำ กด
ดวยควำมสมค
รใจของบุคคลเอง ดงั น้น
เจตนำของบุคคลจึงมีอิสระและศก
ด์ิสิทธ์ ิ (ดำรำพร ถิระวฒน์. 2538. หนำ
15)
แนวคิดน้ีมุ่งส่งเสริ มลัทธิปัจเจกนิยมที่มองว่ำ เอกชนต้องมีอิสระทำงแพ่ง (Private
Autonomy) ในกำรตด
สินใจเกี่ยวกบ
ขอบเขตทำงกฎหมำยดว
ยตนเองในทำงทรัพยส
ินและส่วนตว
เช่น
เร่ืองกำรสมรส กำรหย่ำ กำรทำ นิติกรรมใด ๆ ก็ตำม ดงน้
หลก
อิสระในทำงแพ่งจึงมีหลก
กำรที่
ค่อนขำ้ งกวำ้ งและมีลก
ษณะทว
ไป (จำ ปี โสตถิพน
ธุ์. คำ อธิบำยหลก
กฎหมำยนิติกรรมสัญญำ. หน้ำ
16) หลก
กำรน้ีเป็ นส่วนหน่ึงของหลก
อิสระในทำงแพง
ดงั น้น
จึงตอ
งเคำรพเจตนำของบุคคลเพรำะเป็ น
แหล่งกำ เนิดและเป็ นแหล่งมำตรกำรของสิทธิ บุคคลมีอิสระที่จะผูกมด
ตนเองต่อผูอ
่ืนตำมที่ตน
ตองกำร เจตนำเป็ นตว
ก่อให้เกิดปัญหำ เป็ นตว
กำ หนดเน้ือหำของสัญญำ และเป็ นตว
กฎเกณฑ์ที่จะให
ส ญำมีผลบงั คบ
แก่คู่สัญญำ ตลอดจนปัญหำกำรตีควำมในสัญญำ ซ่ึงเจตนำน้ีมีควำมส ำคญ
ต่อสัญญำ
3 ประกำรคือ (ดำรำพร ถิระวฒน์, เร่ืองเดียวกน
. หนำ
12-15)
1. เจตนำเป็ นตวก่อให้เกิดปัญหำ
เจตนำเป็ นกลไกส ำคญ
ในข้น
ตอนของกำรเขำ้ ทำ สัญญำ ไม่ว่ำคำ เสนอหรือคำ สนอง
ล้วนตอ
งแสดงออกดว
ยเจตนำของคู่สัญญำ เจตนำตอ
งเกิดจำกควำมยน
ยอมสมค
รใจของคู่สัญญำ ตอง
ไม่บกพร่อง จึงจะถือวำ่ เจตนำน้นสมบูรณ์ตำมผลแหง่ กฎหมำย
2. เจตนำเป็ นตวกำ หนดเนื้อหำของสัญญำ
เมื่อคู่ส
ญำแสดงเจตนำแลว
ยอมกำ หนดเน้ือหำแห่งสญั ญำตำมที่เห็นวำ่ เหมำะสม และ
รำยละเอียดอ่ืน ๆ ท่ีกฎหมำยไม่ไดก
ำ หนด หำกเน้ือหำน้น
ไม่ขด
ต่อกฎหมำยและไม่มีบทบญ
ญติของ
กฎหมำยท่ีจะบงั คบ
เอำกบ
เน้ือหำแห่งสัญญำน้น
ส ญำน้น
ยอมมีผลบงั คบ
ได้ แต่ไม่สำมำรถจด
สัญญำ
เขำ้ ประเภทเป็ นส
ญำชื่อใดช่ือหน่ึงไดเ้ ท่ำน้น
ซ่ึงเรียกวำ “ส
ญำไม่มีช่ือ” (Innominate Contract)
3. เจตนำเป็ นตวกำ หนดผลของส ญำ
เม่ือส
ญำเกิดข้ึน ยอ
มผกพน
คู่ส
ญำที่เขำ้ ทำ ส
ญำตำมที่ไดต
กลงร่วมกน
ไว้ ซ่ึงตอ
งมี
กำรชำ ระหน้ีตำมขอ
ตกลงดง
กล่ำว หำกมีขอ
สงสัยว่ำสัญญำน้น
ผูกพนกน
อย่ำงไรตอ
งยอ
นกลบ
ไปดู
เจตนำที่แทจ
ริง (True Intention) ของคู่สัญญำ เพรำะสัญญำดง
กล่ำวเร่ิมแรกเกิดข้ึนจำกเจตนำของ
คู่สัญญำนนเอง
หล ควำมศก
ด์ิสิทธ์ิในกำรแสดงเจตนำเป็ นเครื่ องมือก่อให้เกิดสัญญำที่มีผลบ
คับ
ระหว่ำงคู่กรณีโดยกำรแสดงเจตนำของคู่กรณีน้ีเอง เพรำะกฎหมำยที่มีอยู่ยงั อำจไม่เพียงพอและไม
เหมำะสมในอน
ที่จะปรับกบ
ปัญหำหลำยกรณีท่ีเกิดข้ึนมำในปัจจุบน
นอกจำกน้ียงั มีเหตุผลอีกวำ่ ควร
จะปล่อยให้เอกชนมีคิดริเร่ิมในกำรกำ หนดและบงั คบตำมสิทธิของพวกเขำ และอีกประกำรหนึ่งคือ
วธีเยย
วยำท่ีมีอยใู่ นกฎหมำยในเรื่องสัญญำน้น
ยงั ไม่เป็ นกำรเพียงพอ หลกเรื่องควำมศก
ด์ิสิทธ์ิแห่งกำร
แสดงเจตนำเป็ นทฤษฎีท่ีพบในระบบประมวลกฎหมำยมำกกว่ำระบบจำรีตประเพณี ในระบบ
ประมวลกฎหมำยยอมรับทฤษฎีเรื่องควำมยินยอมในสัญญำ ดงจะเห็นได้จำกภำษิตกฎหมำยท่ีว่ำ
สัญญำที่ทำ ข้ึนโดยสมบูรณ์ยอ
มมีผลบงั คบ
ควำมเห็นน้ีตรงกบ
หลก
เกณฑท
ี่วำ่ สัญญำที่จะก่อใหเ้ กิดหน้
ทำงกฎหมำยไดต
องมำจำกควำมยินยอมของคู่กรณีและกฎหมำยก็มีหนำ้ ท่ีในอน
ที่จะบงั คบ
ให้เป็ นไป
ตำมเจตนำของคู่กรณี (ไชยยศ เหมะรัชตะ, 2539, หนำ 81-82)
ทฤษฎีวำ่ ดว
ยกำรแสดงเจตนำในกำรทำ สัญญำน้น
มีมำชำ้ นำนต้งั แต่สมยจก
รวรรดิโรมน
ยงั เรืองอำ นำจอยู่ อิทธิพลจำกแนวคิดของนักนิติปรัชญำในสมยคริสตวรรษที่ 17-18 ได้แพร่หลำย
วำงรำกฐำนและพฒ
นำมำเป็ นลำ ดบ
จนกระทงั่ ปัจจุบน
น้ี ทฤษฎีต่ำงๆ เกี่ยวกบ
กำรแสดงเจตนำของ
บุคคลในกำรทำ สัญญำผกพน
ตนกบ
บุคคลอื่นน้น
มีอยู่หลำยทฤษฎี ประเทศต่ำงๆ ไดน
ำ ไปบญ
ญติไว
ในกฎหมำยและใชส
ำหรับเป็ นแนววินิจฉย
คดีแตกต่ำงกน
ไปตำมสภำพและทศ
นคติของบุคคลในแต่
ละสังคม ในเรื่องกำรแสดงเจตนำ ปัญหำอนดบ
แรกคือกำรวินิจฉย
วำ่ สัญญำที่บุคคลก่อข้ึนน้น
เกิดจำก
เจตนำท่ีแทจ
ริงภำยในจิตใจของคู่กรณีหรือไม่ ท้งั น้ีเพรำะกำรวน
ิจฉย
ถึงควำมจริงแห่งกำรแสดงเจตนำ
ยอมมีผลถึงควำมสมบูรณ์ของสัญญำดวย กล่ำวคือก่อนบุคคลจะเขำ้ ทำ สัญญำใด ๆ
ในช้น
แรกตอ
งเกิดเจตนำภำยในจิตใจเสียก่อนแลว
จึงจะแสดงเจตนำที่อยู่ภำยในใจน้น
ออกมำให้ปรำกฏแก่คู่กรณีอีกฝ่ ำยหน่ึงหรือแก่บุคคลภำยนอก เพ่ือที่ว่ำคู่กรณีอีกฝ่ ำยหน่ึงหรื อ
บุคคลภำยนอกจะได้รู้และพิจำรณำว่ำสมควรจะแสดงเจตนำตอบรับเข้ำทำ สัญญำผูกพนตนด้วย
หรือไม่ ซ่ึงถ้ำเจตนำภำยในที่เรียกว่ำ เจตนำที่แท้จริง (Real Intention) กบเจตนำท่ีแสดงออกมำซ่ึง
เรียกว่ำเจตนำท่ีปรำกฏ (Apparent Intention) น้ันถูกตอ
งตรงกน
แลว้ ปัญหำท่ีจะถือว่ำเอำเจตนำอน
ไหนเป็ นหลก
วินิจฉัยถึงควำมสมบูรณ์ของสัญญำน้นั ย่อมไม่เกิดข้ึน เหตุน้ีจึงเกิดหลก
เหนือทฤษฎี
ส ำหรับใชเ้ ป็ นแนวทำงในกำรวินิจฉย
ปัญหำดงั กล่ำวน้ีข้ึน ซ่ึงเรียกกนวำ
ทฤษฎีวำ่ ดว
ยควำมเก่ียวพน
ระหวำ่ งเจตนำท่ีแทจ
ริงกบ
เจตนำที่ปรำกฏ หลก
กฎหมำยโรมน
จะยึดมน
ในหลก
ควำมมีอยอ
ยำ่ งแจง้ ชด
ของขอตกลงระหว่ำงคู่กรณี (The Existence of an agreement amongst parties) ในสัญญำทุกประเภท
จึงยอมรับทฤษฎีที่ว่ำดว
ยเจตนำที่ปรำกฏออกมำภำยนอกเป็ นส ำคญ
แต่มิไดห
้ำมที่จะคน
หำเจตนำที่
แทจ
ริงซ่ึงอยู่ภำยใน ดงน้
ในกรณีของกำรทำ เสนอผูท
ำ คำ เสนอย่อมจะตอ
งผูกพน
ตำมขอ
ควำมที่
ปรำกฏในคำเสนอของตน แมใ้ นใจจริงของตนจะมิไดม
ีเจตนำผกพน
ตำมน้น
เวน
แต่คู่กรณีอีกฝ่ ำยหน่ึง
(ผูร
ับคำ
เสนอ) จะได้รู้เจตนำอันซ่อนอยู่ภำยในใจของผู้ทำ
ค ำเสนอน้ัน (Giffard, Precis de Droit
Romain, Paris: Universite de France, 1938), pp. 363 - 364 อำ้ งถึงใน ไชยยศ เหมะรัชตะ, 2537, หนำ88-91)
3.4 แนวคิดเรื่องสัญญาไม่เป็ นธรรม
กฎหมำยว่ำด้วยสัญญำท่ีไม่เป็ นธรรมน้ันถือว่ำเป็ นเรื่องใหม่ส ำหรับประเทศไทยที่มี
ลกษณะของสัญญำท่ีเปล่ียนแปลงสภำพทำงเศรษฐกิจเป็ นส ำคญท่ีให้คู่สัญญำอีกฝ่ ำยได้เปรียบใน
เชิงเศรษฐกิจ ถือว่ำเป็ นสัญญำสมย
ใหม่ (Modern Contract) ที่จด
ทำ เป็ นสัญญำส ำเร็จรูป (Standard
Form Contracts) ส่งผลให ีกฝ่ ำยที่เขำ้ ทำ สัญญำไม่มีอำ นำจต่อรองเหนือไปยิ่งกว่ำตำมเงื่อนไขที่เป็ น
คุณแก่ตนเองและไม่มีทำงเลือกที่ดีไปกวำ่ จำ ยอมทำ ตำมเงื่อนไขท่ีกำ หนดในส ญำส ำเร็จรูปท่ีไม่เป็ น
ธรรมน้
เช่น ประเทศอง
กฤษมี Unfair Contract Term Act 1997, ประเทศสหรัฐอเมริกำมี Uniform
Commercial Code &2-302, ประเทศเยอรมนีมี Standard Term Act 1976, ประเทศฝร่ังเศสมี La Loi
no.78-23 do 10 Janiver 1978, ประเทศอิสรำเอลมี The Standard Contract Law 1964 (ดู ดำรำพร
ถิระวฒน์. เรื่องเดียวกน
. หนำ
43)
สัญญำส ำเร็จรูป มกจะกำ หนดเง่ือนไขท่ีไม่เป็ นธรรมแก่คู่สัญญำอีกฝ่ ำยที่เขำ้ ทำ สัญญำ โดย
สร้ำงเง่ือนไขท่ีตนมีอำ นำจต่อรองและไดเ้ ปรียบกว่ำ ก่อให้เกิดควำมไม่เป็ นธรรมแก่คู่สัญญำอีกฝ่ ำย
ซ่ึงกำรนำ สัญญำเดิมมำปรับใช้กบ
สัญญำส ำเร็จรูปน้ีก่อให้เกิดควำมไม่สอดคลอ
งกบ
ลกษณะพิเศษ
สัญญำส ำเร็จรูป จึงเป็ นท่ีมำของขอกฎหมำยจำกสัญญำท่ีไม่เป็ นธรรม ที่มีพ้ืนฐำนแนวคิดทำงดำ้ น
เศรษฐกิจ นิติศำสตร์ และสังคมศำสตร์ กำรทำ ควำมเขำ้ ใจกบ
กฎหมำยลก
ษณะน้ีที่เกี่ยวขอ
งกบ
ควำม
เป็ นมำของกฎหมำยที่เป็ นข
สัญญำที่ไม่เป็ นธรรม ซ่ึงเป็ นกฎหมำยลก
ษณะพิเศษที่มีข้อควำมคิด
(Concept) ที่ตว
กฎหมำยลึกซ้ึงกวำ่ หลก
กฎหมำยเดิม
สำ หรับแนวคิดเรื่องขอ
สัญญำไม่เป็ นธรรมน้ี มีนกวช
ำกำรของไทยไดให้ขอ
คิดเห็นและแนวคิด
ไวห
ลำกหลำยแต่เป็ นไปในทิศทำงเดียวกน
ซ่ึงในท่ีน้ีผวู้ จ
ยั ไดห
ยบยกมำอำ้ งอิงไดแก่
พินัย ณ นคร (2540) ไดอ้ ธิบำยและให้แนวคิดเก่ียวกบกำรควบคุมสัญญำท่ีไม่เป็ นธรรมว่ำ
กำรใชก
ฎหมำยเป็ นเครื่องมือควบคุมขอ
สัญญำโดยไม่ขด
แยง้ กบ
หลก
เสรีภำพในกำรเขำ้ ทำ สัญญำและ
หลก
เศรษฐศำสตร์เสรีนิยม จะกระทำ ไดก
็ต่อเมื่อมีส่ิงที่แสดงใหเ้ ห็นวำ่ ตลำดไม่สมบูรณ์ คือเมื่อมีกำร
ผกขำดทำงกำรคำ้ ที่ส่งผลต่อผบู
ริโภคจำ ตอ
งรับเอำสัญญำที่ผก
ขำดอยำ่ งไม่มีทำงเลือกอื่น หรือคู่สัญญำ
อยใู่ นสภำพท่ีไม่รู้จึงตกลงเขำ้ ทำ สัญญำ โดยตอ
งยอมรับเง่ือนไขที่ไม่เป็ นธรรมน้น
ไปดว
ยโดยไม่รู้ถึง
ขอสัญญำน้น
ดงั น้น
คู่สัญญำใดที่เขำ้ ทำ ส
ญำโดยเสียเปรียบอีกฝ่ ำยหน่ึงเป็ นอยำ่ งมำกโดยรู้และเขำ้ ใจ
ในสัญญำ ก็ไม่อำจยกมำอำ้ งไดว
่ำสัญญำน้น
ไม่เป็ นธรรมแมน
ว่ำตนจะอยู่ในสถำนกำรณ์ท่ีมีอำ นำจ
ต่อรองนอ
ยกวำ่ ก็ตำม เพรำะกำรเขำ้ รับเอำขอ
สัญญำที่เสียเปรียบเกิดจำกควำมสมค
รใจและเห็นว่ำตน
จะไดป
ระโยชน์คุม
ค่ำ ขอ
สัญญำในเน้ือหำจึงจะถูกลบลำ้ งหรือถูกเปลี่ยนแปลงไดก
็ต่อเมื่อเกิดควำมไม
เป็ นธรรมในกระบวนกำรทำ ส ญำเท่ำนน้
จรัญ ภักดีธนากุล (2542) ไดส
รุปแนวคิดของกำรร่ำง พ.ร.บ.วำ่ ดว
ยสัญญำที่ไม่เป็ นธรรม พ.ศ.
2540 และกำรใชด
ุลยพินิจในกำรตรวจสอบควบคุมขอ
สัญญำท่ีไม่เป็ นธรรมตำม พ.ร.บ.น้ี วำ
พ.ร.บ.น้
เป็ นควำมพยำยำมส่วนหน่ึงท่ีจะแกป
ัญหำคนส่วนนอ
ยในสังคมท่ีอยเู่ หนือเศรษฐกิจของคนทว
ๆ ไป
ดำ้ นเศรษฐกิจ กำรศึกษำ สติปัญญำ ฐำนสังคม และโอกำส โดยอำศย
หลก
ควำมศก
ด์ิสิทธิแห่งกำร
แสดงเจตนำเอำรัดเอำเปรียบในกำรทำ นิติกรรมสัญญำคนที่มีอำ นำจต่อรองต่ำ กว่ำ โดยไดวำงแนว
ทำงกำรใชด
ุลยพินิจของศำลในกำรวินิจฉย
ถึงระดบ
ควำมเป็ นธรรมและพอสมควรแก่กรณีของสภำพ
บังคบั แห่งสัญญำที่ไม่เป็ นธรรมว่ำจุดใดในมำตรำ 10 อย่ำงมีหลักเกณฑ์และสมเหตุผล ดังน้ัน
ควำมส ำเร็จของ พ.ร.บ.น้ีจึงอยท สำคญั
ี่บทบำทและควำมส ำนึกแห่งยุติธรรมของศำล (Sense of Justice) เป็ น
ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธ์ุ (2552) ไดส
รุปแนวคิดเกี่ยวกบ
สัญญำที่ไม่เป็ นธรรมไวว
่ำ พ.ร.บ.ว่ำ
ดวยขอ
สัญญำที่ไม่เป็ นธรรม พ.ศ.2540 จะมีกำรวิพำกษกน
มำกวำ่ เป็ นขอ
เสียในกำรขำดควำมแน่นอน
ในกำรบงั คบ
ใช้กฎหมำยกบ
กำรเปิ ดช่องให้ศำลใชอ
ำ นำจแห่งรัฐเขำ้ ไปแทรกแซงเสรีภำพในกำรทำ
สัญญำหลงั คู่สัญญำทำ นิติกรรมมำกเกินไป ซ่ึงขอบเขตกำรบงั คบ
ใช้ในมำตรำ 3 บญ
ญติวำ
พ.ร.บ.น้
ไม่ไดบ
งั คบ
แก่สัญญำที่ทำ ข้ึนระหวำ่ งหน่วยงำนของรัฐกบ
คู่สัญญำอื่น โดยศำลอำจเขำ้ ไปใชด
ุลยพินิจ
ในเชิงหลก
กำรคุม
ครองเอกชนมำกกว่ำ และกำรให้อำ นำจศำลมำกขนำดน้ันขด
หลก
กำรแบ่งแยก
อำ นำจรัฐดว
ย ดงั น้น
กำรทำ นิติกรรม 8 ประเภทจึงจึงอยใู่ นขอบเขตกำรตรวจสอบควำมเป็ นธรรมโดย
ศำลตำม พ.ร.บ.น้ี รวมท้งั นิติกรรมระหวำ่ งเอกชนกบ
เอกชน และหน่วยงำนรัฐกบ
เอกชนดวย
4. งานวจิ ัย วรรณกรรมทเกยวข้อง
ประวัติ นาคนิยม (2545) ศึกษำวิจยเร่ือง ควำมไม่เป็ นธรรมในสัญญำส ำเร็จรูปของสถำบน
กำรเงิน สรุปไดว
ำ่ สถำบน
กำรเงินปล่อยสินเช่ือใหล
ูกคำ้ ที่มีสัญญำสำ เร็จรูป มีขอ
ตกลงเรื่องเวลำในกำร
คิดดอกเบ้ียทบตน
และอต
รำดอกเบ้ียผิดสัญญำท่ีไม่เป็ นธรรม โดยลูกคำ้ ไม่มีโอกำสเขำ้ มำร่วมเจรจำ
ต่อรองแกไ
ขขอ
สัญญำไดเ้ ลย และอยใู่ นลก
ษณะจำ ยอมตอ
งยอมรับขอ
สัญญำน้น
วินัย ศิริมายา (2542) ศึกษำวิจ เร่ื อง ปัญหำด้ำนกฎหมำยสัญญำไม่เป็ นธรรมในสัญญำ
ส ำเร็จรูปของผูป
ระกอบกำรบ้ำนจดั สรร สรุปได้ว่ำปัญหำที่เกิดข้ึนระหว่ำงผูซ
้ือบ
นจด
สรรกับ
ผปู
ระกอบกำรบำ้ นจด
สรรเกิดจำกขอ
สัญญำท่ีไม่เป็ นธรรมท่ีอยใู่ นสัญญำสำ เร็จรูป ซ่ึงผซู
้ือไม่มีอำ นำจ
ต่อรองขอปรับแกสัญญำไดเ้ ลย
อัจฉรา อาธารมาศ (2547) ได้ทำ วิทยำนิพนธ์เรื่อง ขอ
สัญญำและกำรปฏิบต
ิที่ไม่เป็ นธรรม
ในทำงกำรคำ
: ศึกษำกรณีส
ญำระหวำ่ งผคู
ำ้ ปลีกรำยใหญ่กบ
ผผู
ลิตรำยยอ
ย พบวำ
ผลจำกกำรเปิ ดเสรี
ให้กบ
ธุรกิจคำ้ ปลีก นอกจำกจะเป็ นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจกำรคำ้ กำรลงทุนโดยรวมแลว
กำรแข่งขน
กนอยำ่ งรุนแรงของห้ำงดิสเคำทส
โตร์ ยงั ส่งผลเสียหำยต่อบรรดำผปู
ระกอบกำรในตลำดคำ้ ปลีกของ
ไทยดว
ย โดยเฉพำะผูผ
ลิตสินคำ้ ท่ีแมม
ิไดป
ระกอบกิจกำรในระนำบเดียวกบ
ผูค
ำ้ ปลีกก็ตำม แต่ดวย
อำ นำจซ้ือที่มีมำกข้ึนทำ ให้ผูค
ำ้ ปลีกสำมำรถต่อรองบีบบงั คบ
ให้ผูผ
ลิตตอ
งปฏิบต
ิตำมเง่ือนไขต่ำงๆ
ของตนได้อย่ำงไม่เป็ นธรรม สภำพดังกล่ำวเป็ นระบบกำรค ที่ไม่ยุติธรรม แม้จะสืบเนื่องมำจำก
นโยบำยกำรคำ้ ที่เนน
กำรแข่งขน
โดยเสรีก็ตำม แต่ผปู
ระกอบกำรก็ควรจะตอ
งมีพฤติกรรม
